D max Centurion

Published Post author

D-Max-Centurion-789 D-Max-Centurion-7899

ภายนอกได้รับการออกแบบโดดเด่นพ่นด้วยสีฟ้า เสริมสเกิร์ตบริเวณกันชนหน้าและกระบะท้าย กระจังหน้ามีการติดตั้งไฟ Daytime Running Light พร้อมด้วยล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วพ่นขอบเงาดำเสริมด้วยยาง Pirelli Scorpion Zero ภายในออกแบบโดดเด่นกว้างขวางสบายด้วยการหุ้มเบาะหนังรอบคัน พวงมาลัยหุ้มหนังเย็บตะเข็บสีฟ้า แผงประตูด้านข้างและเบาะนั่งหุ้มหนังสไตล์สปอร์ตโดดเด่นด้วยสัญลักษณ์ Centurion บริเวณเบาะพร้อมพรมปูพื้ยพิเศษ ทันสมัยด้วยระบบอินโฟเทนเมนต์ชั้น ติดต้ังหน้าจอสัมผัสของ Alpine ขนาด 8 นิ้วกระหึมด้วยลำโพง 6 ตัว+ซับวูฟเฟอร์ พร้อมติดตั้งหน้าจอบริเวณเพดานขนาด 10.2 นิ้วของ Alpine
isuzu D max Centurion มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตรทวินเทอร์โบ ให้กำลัง 163 แรงม้า แรงบิตสูงสุดที่ 400 นิวตัน-เมตร สามารถลากจูงได้ถึง 3.5 ตัน D max Centurion พร้อมจำหน่ายในอังกฤษ 9 เมษายน 2016

แนะนำข่าวโดย เช็คราคารถยนต์รถมอเตอร์ไซค์

เมษายน 13, 2016

หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม

Published Post author

หลวงพ่อคง ท่านเกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๒ เมษายน ๒๔๐๘ ตรงกับวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๕ ปีฉลู ณ บ้านสำโรง ปัจจุบันคือ ต.โรงหีบ อ.บางคณฑี จ.สมุทรสงคราม เป็นบุตรรักของ นายเกตุ กับ นางทองอยู่ ต่อมานามสกุลที่ท่านใช้คือ นามสกุล “จันทร์ประเสริฐ” ซึ่งเป็นต้นสกุลของหลวงพ่อคง

88988987789777777

เมื่ออายุได้ ๑๒ ปี โยมบิดาและโยมมารดาให้ท่านบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดเหมืองใหม่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ระหว่างเป็นสามเณรสนใจในวิชาเมตตามหานิยม พอใกล้บวชพระได้สึกจากสมเณร และได้ทดลองวิชาเมตตามหานิยมดูว่าจะขลังจริงหรือไม่ โดยเสกสีผึ้งละลายน้ำไปให้หญิงผู้หนึ่งซึ่งอยู่ทางใต้น้ำ ปรากฏว่า เย็นวันนั้น หญิงสาวหอบผ้าหอบผ่อนมาหาท่านถึงบ้าน และร้องไห้จะขออยู่ด้วยให้ได้ ทำให้วุ่นวายชี้แจงกันเป็นการใหญ่ จนมีอายุ ๑๙ ปี ก็ได้ลาสิกขากลับมาอยู่บ้าน เพื่อช่วยการงานของพ่อและแม่

พออายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ จึงได้ลาโยมบิดาและมารดา เพื่อเข้าอุปสมบท ณ วัดเหมืองใหม่ เมื่อปี ๒๔๒๗ โดยมี พระอาจารย์ด้วง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการจุ้ย วัดบางเกาะเทพศักดิ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการทิม วัดเหมืองใหม่ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้นามฉายาว่า “ธมมฺโชโต” อันแปลว่า เป็นผู้รุ่งเรืองโดยธรรม

หลวงพ่อคง หลังอุปสมบทแล้ว ได้จำพรรษาที่วัดเหมืองใหม่ จนกระทั่งพรรษาที่ ๒๑ ในปี ๒๔๔๘ ชาวบ้านใน ต.บางกะพ้อม ได้อาราธนาท่านมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบางกะพ้อม ด้วยตำแหน่งเจ้าอาวาสว่างลง

หลังจากที่ท่านได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบางกะพ้อม หลวงพ่อคงได้ทำการฟื้นฟู บูรณะปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุภายในวัด ซึ่งชำรุดทรุดโทรม ด้วยท่านมีฝีมือในการพัฒนาเป็นทุนเดิม จึงทำให้การสร้างความเจริญให้แก่วัดสำเร็จลุล่วงในเวลาอันสั้น หลวงพ่อคงได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลบางกะพ้อม และแต่งตั้งเป็น พระอุปัชฌาย์ ใน พ.ศ.๒๔๖๔ และท่านได้สร้างวัตถุมงคลหลายชนิดด้วยกัน เช่น

เหรียญรูปเหมือนรุ่นแรกสร้างในปี ๒๔๘๔ และเหรียญรุ่น ๒ สร้างในปี ๒๔๘๖ และเหรียญหล่อ อรุณเทพบุตร และเหรียญหล่อ หนุมานแบกพระสาวก เหรียญรุ่นแรกของท่านสร้างประมาณ ๓,๐๐๐ เหรียญ

เท่าที่พบเจอมี เนื้อทองแดงผสมทองเหลือง ถ้าในบางเหรียญที่ผ่านการใช้จะมีลักษณะเหมือนเหรียญฝาบาตร เหรียญสวยๆ เหรียญหนึ่งสนนราคา ๔-๖ แสนบาทแล้ว แพงน่าดู

ส่วนเหรียญที่ออกปี ๒๔๘๖ เรียกว่า “เหรียญปาดตาล” มีทั้งเนื้อเงิน ฉลุลงยา และเนื้อทองแดง เหรียญเงินสนนราคาสภาพสวยๆ ๘-๙ หมื่นบาท ส่วนเนื้อทองแดง ๒-๓ หมื่นบาท

เหรียญอรุณเทพบุตร เป็นเนื้อโลหะผสมหล่อด้านหลังเรียบ สวยๆ สนนราคา ๖-๘ หมื่นบาท และหนุมานแบกพระสาวก เป็นเหรียญหล่อที่สนนราคาประมาณ ๕-๖ หมื่นบาท

ส่วนเรื่องของปลอม ระบาดหนักมากสำหรับทุกรุ่นของหลวงพ่อคง ของเก๊หรือทำเลียนแบบทำได้ใกล้เคียงมาก ไม่ว่าจะเป็นเหรียญปั๊มหรือเหรียญหล่อ หากต้องการบูชาควรจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด ให้เขารับประกันให้ดีกว่าไม่ต้องเสี่ยง แหมเกือบลืมบอกไป รุ่นแรกเหรียญ ๒๔๘๔ ด้านข้างเหรียญมี ๒ พิมพ์ คือ

๑.บล็อก ข้างกระบอก ด้านข้างของเหรียญมีลักษณะเรียบเนียนไม่มีริ้วรอย

๒.บล็อก ขอบสตางค์ ด้านข้างของเหรียญมีลักษณะเป็นรอยเลื่อยถี่ๆ มีลักษณะขอบเหมือนเหรียญบาทที่เราใช้อยู่ จึงเรียกว่า ขอบสตางค์ ทั้งนี้ ขอบสตางค์จะมีราคาแพงกว่าข้างกระบอกเล็กน้อย เนื่องจากหายากกว่า

ในส่วนของพุทธคุณของเหรียญหลวงพ่อคงนั้น มีความเชื่อสืบต่อกันมาว่า มีพุทธคุณด้านคงกระพัน โดยเฉพาะเหรียญรุ่นปาดตาล แม้ว่าจะสร้างหลังจากมรณภาพแล้วก็ยังมีความคงกระพันอยู่ ซึ่งมีเรื่องเล่าว่า มีคนถูกแทงด้วยมีดปาดตาล ซึ่งถือว่าเป็นมีดที่คมมากแต่ไม่เข้า จากนั้นก็ร่ำลือกันต่อๆ มา ในที่สุดก็เรียกเหรียญรุ่นดังกล่าวว่า เหรียญรุ่นปาดตาล

อย่างไรก็ตาม การเรียกชื่อพระเครื่องและเหรียญตามประสบการณ์ใช้นั้น ยังปรากฏในเหรียญรุ่นอื่นๆ อีก เช่น พระหลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ได้สร้างพระขึ้นรุ่นหนึ่ง ซึ่งเป็นพระผงรูปเหมือนของท่านทรงสี่เหลี่ยมนั่งอยู่บนโต๊ะ จากนั้นมีผู้นำไปใช้แล้วถูกฟ้าผ่าไม่เป็นไร จึงเรียกพระรุ่นดังกล่าวว่า พระสมเด็จฟ้าผ่า พระปิดตาหลวงปู่โต๊ะ รุ่นปลดหนี้ เนื่องจากผู้นำไปใช้แล้วมีประสบการณ์จากผู้ที่เป็นหนี้ก็หมดหนี้ จึงเรียกว่า พระปิดตาหลวงปู่โต๊ะ รุ่นปลดหนี้

หลวงพ่อคง มรณภาพวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๖ สิริอายุ ๗๘ ปี พรรษาที่ ๕๘

เมื่อครั้งอาจารย์เภา ศกุนตะสุต ปรมาจารย์เหรียญผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ยังมีชีวิตอยู่ มีผู้เรียนถามท่านว่า “…หลวงปู่ศุขวัดมะขามเฒ่า หลวงปู่เฒ่าวัดหนัง หลวงพ่อกลั่นวัดพระญาติ อาจารย์เภาจะเลือกพระเถระองค์ใดว่าท่านเด่นดังมากที่สุด…” อาจารย์เภาตอบว่า “…ฉันขอเลือกหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม เพราะว่าท่านเป็นหลวงพ่อของฉัน ถึงจะยิงกันฉันก็ไม่กลัว…”

จากหลักฐานนี้แสดงให้เห็นว่า อาจารย์เภา ศกุนตะสุต ท่านมีความเชื่อมั่น และเคารพหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม อยู่เหนือพระเถระองค์อื่นๆ ทั้งหมด นี้เป็นประสบการณ์จากการสนทนากับปรมาจารย์เหรียญ ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าทรงคุณวุฒิทางด้านนี้อย่างแท้จริง

เมษายน 11, 2016

หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ

Published Post author

88988987789

“หลวงพ่อแดง” แห่งวัดเขาบันไดอิฐ ท่านเป็นพระเกจิที่มีญาณสมาธิแก่กล้า มีจิตตานุภาพสูงพอที่จะเพ่งเครื่องรางให้ขลังได้ ผ้ายันต์และเหรียญลงยันต์ของหลวงพ่อแดงจึงมีผู้นิยมเ สาะหาไปบูชากันมาก แม้ท่านจะมรณภาพไปตั้งแต่ 16 มกราคม พ.ศ. 2517 แต่ความนิยมเลื่อมใสศรัทธา ความเชื่อมั่นในกฤตยาคม อภินิหาร และอาคมขลังในวัตถุมงคลของท่านก็ยังไม่เสื่อมคลาย หลวงพ่อรูปนี้ท่านมีอะไรดี ทำไมใครๆ ทั่วสารทิศจึงพากันมาวัดเขาบันไดอิฐกันไม่ขาดสาย…

“หลวงพ่อแดง” หรือ “พระครูญาณวิลาศ” เกิดที่ ต.บางจาก อ.เมือง จ.เพชรบุรี บิดาชื่อนายแป้น มารดาชื่อนางนุ่ม นามสกุล อ้นแสง เกิดเมื่อวันพุธ ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 11 พ.ศ. 2422 ในวัยเด็กท่านก็ช่วยพ่อแม่ทำไร่ ทำนา ไม่มีโอกาสร่ำเรียนหนังสืออย่างเด็กสมัยนี้จนกระทั่ง อายุ 20 ปี พ่อแม่ก็หวังจะให้บวชเรียน จึงพาไปฝากกับท่านอาจารย์เปลี่ยน วัดเขาบันไดอิฐ เพื่อจะได้เล่าเรียนและบวชเป็นพระภิกษุต่อไป

พระภิกษุแดงเมื่อได้บวชก็ประพฤติเคร่งครัดต่อพระวินั ยและปฏิบัติต่อพระอาจารย์เปลี่ยนเป็นอย่างดี อาจารย์เปลี่ยนจึงรักใคร่มากกว่าศิษย์คนอื่นๆ และยังไดสอนวิชาการวิปัสสนา และวิธีนั่งปลงกัมมัฏฐานให้ รวมถึงถ่ายทอดวิชากฤตยาคมให้อย่างไม่ปิดบังหวงแหน เหตุนี้จึงทำให้พระภิกษุแดงเพลิดเพลินในการศึกษาวิชา ความรู้ จนลืมสึก ยิ่งนานวันก็ยิ่งสำนึก ในรสพระธรรม ก็เลยไม่คิดสึกเลย จึงกลายเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่มีอาวุโสสูงสุด

จนกระทั่งพระอาจารย์เปลี่ยนมรณภาพลง พระภิกษุแดงรับหน้าที่เป็นสมภารวัดเขาบันไดอิฐแทน กลายเป็น “หลวงพ่อแดง” ตั้งแต่ พ.ศ. 2461 เป็นต้นมา และแม้ท่านจะได้เป็นสมภารซึ่งต้องมีภารกิจมาก แต่ท่านก็ยังปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิในถ้ำเพื่อแสวงหาวิมุตติภาวนาทุกวัน ญาณสมาธิจึงแก่กล้า จิตนิ่ง บริสุทธิ์ จนว่ากันว่าท่านมีหูทิพย์ ตาทิพย์

หลวงพ่อแดงไม่เคยอวดอ้างในญาณสมาธิของท่าน แต่ผลของความศักดิ์สิทธิ์ในเลขยันต์เป่ามนต์ของท่านก ็ได้สำแดงออกมาให้ประจักษ์ว่าคุ้มครองป้องกันภัยได้แ น่ๆ โดยมีเรื่องเล่ากันมาว่า

ในระหว่าง พ.ศ. 2477 ถึง พ.ศ. 2480 เวลานั้นเกิดโรคระบาดสัตว์ วัวควายเป็น โรครินเดรอ์เปรส ซึ่งเป็นโรคปากเท้าเปื่อยที่ติดต่อร้ายแรง พากันล้มตายเป็นเบือ สัตว์แพทย์ก็ไม่มี ต้องขอให้ทางการมาช่วยฉีดยา ราษฎรจึงพากันไปหาหลวงพ่อให้ช่วยปัดเป่าป้องกันโรคระ บาดสัตว์ให้ด้วย

หลวงพ่อแดง จึงปลุกเสกลงเลขยันต์ในผืนผ้ารูปสี่เหลี่ยมเล็กๆ แจกให้ชาวบ้านที่เลี้ยงวัวควายนำไปผูกปลายไม้ปักไว้ท ี่คอกสัตว์ของตน ปรากฏผลว่า คอกสัตว์ที่ปักผ้าประเจียดยันต์หลวงพ่อแดงไม่ตายเลย ทุกบ้านในตำบลใกล้เคียงวัดเขาบันไดอิฐ เมื่อรู้กิตติศัพท์จึงพากันมาขอยันต์หลวงพ่อแดงทุกวั นมิได้ขาด

กระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 คือมหาสงครามเอเชียบูรพา มีทหารญี่ปุ่นมาขึ้นที่ประจวบคีรีขันธ์ ก็เกิดการต่อสู้กับทหารอากาศของไทยที่นั่น ชาวเพชรบุรีก็ตระหนกตกใจ แล้วชักชวนกันหาหลวงพ่อแดง ท่านก็ลงผ้าประเจียดยันต์แจก ให้คุ้มครองป้องกันตัว

เมืองเพชรบุรี เมื่อ พ.ศ. 2487 เกิดภัยสงครามชนิดร้ายแรง มีระเบิดลงทุกวันทำลายสถานีรถไฟ สะพานข้ามแม่น้ำ บ้านเรือน โรงเรียนต้องสั่งปิด ข้าราชการไม่ได้ไปทำงาน ทุกหน่วยราชการปิดหมด และปรากฏเรื่องเป็นที่ฮือฮาว่า บ้านคนที่มีผ้ายันต์หรือห้อยเหรียญหลวงพ่อแดง กลับไม่ได้รับอันตรายใดๆ เลย หลวงพ่อแดงจึงดังใหญ่ จนสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 กิตติคุณของหลวงพ่อในทางกฤตยาคมจึงปรากฏความศักดิ์สิ ทธิ์แพร่หลายยิ่งขึ้น

ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อแดง ปรากฏอีกครั้ง เมื่อเกิดคอมมิวนิสต์ญวนเหนือบุกญวนใต้ ประเทศไทยต้องส่งกองพันเสือดำ ออกไปช่วยพันธมิตรรบในญวนใต้ ก็ปรากฏว่าทหารไทยที่ไปปฏิบัติหน้าที่รบในเวียดนาม คนที่มีเหรียญหลวงพ่อแดงห้อยคออยู่ ไม่ถูกอาวุธเป็นอันตรายแก่ชีวิตสักคน ทั้งๆ ที่เข้าประจัญบานอย่างหนัก เป็นที่สงสัยของเพื่อนทหารต่างชาติว่าทหารไทยมีของดี อะไร ได้รับคำตอบจากทหารไทยว่ามี “เหรียญหลวงพ่อแดง”

ท่านเป็นพระใจดีมีเมตตาสูง และอารมณ์ดีเสมอ ไม่ชอบดุด่า ว่าใคร โดยเฉพาะคำหยาบคายถึงพ่อแม่ ท่านห้ามขาด ท่านว่าทุกคนเขาก็มีพ่อมีแม่ การด่าถึงบุพการีทำให้ความดีงามเสื่อมถอย ถึงห้อยพระพระท่านก็ไม่คุ้มครอง

หลวงพ่อแดง มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่ออายุ 96 ปี พรรษาที่ 74 ก่อนตายท่านเคยพูดกับพระปลัดบุญส่ง ธมัมปาโล รองเจ้าอาวาสวัดขณะนั้นว่า

“เมื่อฉันหมดลมหายใจแล้วอย่าเผา ให้เก็บร่างฉันไว้ที่หอสวดมนต์ และให้เอาเหรียญที่ปลุกเสกรุ่น 1 ใส่ปากไว้พร้อมเงินพดด้วง 1 ก้อน ส่วนนี้ฉันเอาไปได้และให้เอาขมิ้นมาทาตัวฉันให้เหลืองเหมือนทองคำ”

พระบุญส่งจึงรับปาก และได้ทำตามที่หลวงพ่อประสงค์ทุกอย่างและหลังจากที่หลวงพ่อแดงมรณภาพแล้วก็ได้เกิดเหตุอัศจ รรย์ที่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า อภินิหารของหลวงพ่อแดงมีจริง กับผู้หลักผู้ใหญ่ของเมืองเพชรบุรีท่านหนึ่ง ซึ่งจู่ๆ ท่านก็มีนิมิตฝันเห็นบ่อน้ำโบราณที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ต้ นก้ามปูใหญ่ พอขุดก็พบบ่อน้ำนั้นจริงๆ บ่อน้ำแห่งนี้หลวงพ่อแดงเคยพูดไว้สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ว่าเป็น “บ่อน้ำวิเศษ” และขณะที่ขุดยังพบ “หัวพญานาคสีขาว” แบบปูนปั้นอยู่ที่ก้นบ่อด้วย 1 หัว เมื่อชาวบ้านรู้ข่าวก็พากันแห่มาเพื่อจะตักน้ำเอาไปใช้กันแต่ปรากฏว่าพบงูใหญ่ตัวหนึ่งนอนขดอยู่ใต้สังกะสีที่เอาไว้ปิดปากบ่อ ชาวบ้านที่เห็นบอกว่า ลักษณะงูที่เห็นนั้นมีหงอนที่หัวด้วย ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีชาวบ้านกล้าเข้าไปตักน้ำที่บ่อนี้ี้อีกเลย

ที่น่าแปลกอีกก็คือ นายตำรวจท่านหนึ่งซึ่งเคยมาช่วยงานในวัดก็ฝันเห็นหลว งพ่อแดง ท่านมาต่อว่า “ทำอะไรทำไมไม่บอก”

นายตำรวจก็ไปเล่าให้พระปลัดบุญส่งเจ้าอาวาสรูปปัจจุบ ันฟัง ท่านก็ไม่เชื่อแล้วยังสั่งให้ย้ายศาลเก่า 2 ศาล บริเวณเชิงเขาบันไดอิฐเพื่อปรับปรุงบริเวณ โดยไม่ยอมทำพิธีเซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทาง เพราะท่านเป็นคนไม่เชื่อไสยศาสตร์ ปรากฏว่าพอตกเย็นก็เกิดอาการผิดปกติ อยู่ๆ คอก็เริ่มบิดและตัวแข็งไปทั้งตัว ขยับไม่ได้ ชาวบ้านมาเยี่ยมเห็นว่าอาการหนักมากจึงช่วยกันพาส่งโ รงพยาบาลเปาโล แต่พอถึงโรงพยาบาล อาการที่เป็นกลับหายราวปลิดทิ้ง และเมื่อเอ็กซเรย์พร้อมตรวจอย่างละเอียดก็ไม่พบว่าเป ็นอะไรเลย และระหว่างที่นอนพักรักษาตัวอยู่ ท่านก็พูดออกมาคนเดียวโดยไม่รู้ตัวว่า

“ของดีมีอยู่ ผ่านไปผ่านมาไม่ใช้ต้นก้ามปูตรงนั้นเป็นบ่อน้ำ ให้ขุดลงไปแล้วจะเจอ มีของดีทำไมไม่รักษา”

ในภายหลังที่ออกจากโรงพยาบาลแล้วพระปลัดบุญส่งก็ได้ฝ ันอีกครั้ง ในความฝันท่านเห็นคนนุ่งผ้าถกเขมรมาหา มาบอกว่าเขาเป็นคนมัดหลวงพ่อเอง พูดแล้วเขาก็เอามือรีดที่ตัวหลวงพ่อเหมือนรีดเอาไขมั นออก ทั้งขาและแขน จนหลวงพ่อพระปลัดบุญส่งสะดุ้งตื่นและพอตื่นขึ้นมาก็ย ังเห็นผู้ชายคนนั้นอยู่ในห้องพอถามชื่อ เขาก็ถอยออกไปแล้วตอบกลับมาว่า “เขาเป็นเปรต” จากนั้นก็หายวับกลายเป็นแสงไฟ พร้อมเสียง “วี๊ด” ดังมาก ซึ่งพระในวัดก็ได้ยินกันทั่ว

เรื่องนี้ได้ทำให้ “พระปลัดบุญส่ง” เจ้าอาวาสวัดเขาบันไดอิฐรูปปัจจุบัน ยังยอมรับว่าไสยศาสตร์และอภินิหารของหลวงพ่อแดงนั้นมีจริงเพราะเจอแล้วด้วยตัวท่านเอง

เมษายน 11, 2016

หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม วัดสะพานสูง

Published Post author

78955544

หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม ( อ่านว่า ปะถะมะนามะ หรือ ปถมนาม ) เกิดในรัชกาลที่ ๒ เมื่อปีฉลู พ.ศ. 2359 เป็นบุตรนายนาค นางจันทร์ โดยมีพี่น้องท้องเดียวกัน รวมด้วยกัน 4 คน คือ

1. หลวงปู่เอี่ยม
2. นายฟัก
3. นายขำ
4. นางอิ่ม

บ้านเกิดของหลวงปู่เอี่ยมอยู่ที่ตำบลบานแหลมใหญ่ ฝั่งใต้ ข้างวัดท้องคุ้ง อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๑ อายุท่านได้ ๒๒ ปี ได้อุปสมบท ที่วัดบ่อ ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด (วัดบ่อนี้อยู่คิดกับตลาดในท่าน้ำปากเกร็ด) ท่านอุปสมบท ได้ประมาณหนึ่งเดือน ท่านก็ได้ย้ายไปประจำพรรษาอยู่ที่วัดกัลยาณมิตร ธนบุรีซึ่งในขณะนั้นพระพิมลธรรมพร เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งย้ายมาจากวัดราชบูรณะ พระนคร หลวงปู่เอี่ยมท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรม และแปลพระธรรมบทอยู่ที่วัดนี้อยู่ได้ถึง ๗ พรรษาท่านจึงได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดประยูรวงศาวาส

เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๘ อยู่วัดประยูรวงศาวาสได้ ๓ พรรษา ถึงปี พ.ศ. ๒๓๘๙๑ นายแขก สมุห์บัญชีได้นิมนต์หลวงปู่เอี่ยม ไปจำพรรษาเจริญพระกัมมัฏฐานเป็นเริ่มแรก และได้ศึกษาอยู่ ๕ พรรษา ถึงปี ๒๓๙๖ ญาติโยมพร้อมด้วยชาวบ้านภูมิลำเนาเดิมในคลองแหลมใหญ่ (ซึ่งปัจจุบันนี้ คือคลองพระอุดม) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้เดินทางมา อาราธนานิมนต์หลวงปู่เอี่ยม กลับไปปกครองวัดสว่างอารมณ์ หรือวัดสะพานสูง ในปัจจุบันนี้

สาเหตุที่เปลี่ยนชื่อวัดสว่างอารมณ์เดิมมาเป็นชื่อวัดสะพานสูงนั้น มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า ในสมัยนั้นสมเด็จกรมพระยาวชิญาณวโรรส ท่านได้เสร็จไปตรวจการคณะสงฆ์ได้เสด็จขึ้นที่วัดสว่างอารมณ์นี้ ได้ทอดพระเนตรเห็นสะพานสูงข้ามคลองวัด (คลองพระอุดมปัจจุบันนี้)

ซึ่งชาวบ้านมักจะเรียกวัดสว่างอารมณ์นี้ว่า วัดสะพานสูง จึงทำให้วัดนี้มีชื่อเรียกกัน ๒ ชื่อ ฉะนั้น สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงเห็นว่า สะพานสูงนี้ก็เป็นนิมิตดีประจำวัดประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งชาวบ้านก็นิยมเรียกกันติดปากว่าวัดสะพานสูง จึงได้ประทานเปลี่ยนชื่อวัดสว่างอารมณ์ มาเป็น “วัดสะพานสูง” จนตราบเท่าทุกวันนี้

หลวงปู่เอี่ยม มาวัดสะพานสูงใหม่ๆ ที่วัดนี้มีพระประจำวันพรรษาอยู่เพียง ๒ รูปเท่านั้น

ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยม ได้ย้ายมาอยู่วัดสะพานสูงได้ ๘ เดือน ก่อนวันเข้าพรรษาหลวงพิบูลย์สมบัติ บ้านท่านอยู่ปากคลองบางลำภู พระนคร ได้เดินทางมานมัสการหลวงปู่เอี่ยม หลวงปู่เอี่ยมได้ปรารภถึงความลำบาก ด้วยเรื่องการทำอุโบสถและสังฆกรรม

เนื่องจากสถานที่เดิมได้ชำรุดทรุดโทรมมาก จึงอยากจะสร้างให้เป็นถาวรสถานแก่วัดให้เจริญรุ่งเรือง หลวงพิบูลยสมบัติ ท่านจึงได้บอกบุญเรี่ยไรหาเงินมา เพื่อก่อสร้างโบสถ์ และถาวรสถานขึ้น จึงเป็นที่เข้าใจกันว่าหลวงปู่เอี่ยม ได้เริ่มสร้างพระปิดตาและตะกรุดเป็นครั้งแรก

เพื่อเป็นของชำร่วยแก่ผู้บริจาคทรัพย์และสิ่งของที่ใช้ในการก่อสร้างพระอุโบสถและถาวรสถาน ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๓๑ ได้สร้างศาลาการเปรียญ หลังจากนั้นอีกหลวงปู่เอี่ยมได้สร้างพระเจดีย์ฐาน ๓ ชั้นขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยม ท่านได้มาอยู่วัดสะพานสูง ท่านได้ไปธุดงค์ไปทางแถบประเทศเขมร

โดยมีลูกวัดติดตามไปด้วยเสมอ แต่ท่านจะให้ลูกวัดออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ๖-๗ ชั่วโมง แล้วจะนัดกันไปพบที่แห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วท่านหลวงปู่เอี่ยม ได้ไปพบชีปะขาวชาวเขมรท่านหนึ่งชื่อว่าจันทร์หลวงปู่เอี่ยม จึงได้เรียนวิชาอิทธิเวทย์ จากท่านอาจารย์ผู้นี้อยู่หลายปี จนกระทั่งชาวบ้านแหลมใหญ่นึกว่าท่านออกธุดงค์ไปได้ถึงแก่มรณภาพไปแล้ว เนื่องจากหลวงปู่เอี่ยม ท่านไม่ได้กลับมาที่วัดหลายปี

จึงได้ทำสังฆทานแผ่ส่วนกุศลไปให้ท่าน ทำให้ท่านหลวงปู่เอี่ยม ทราบในญาณของท่านเอง และท่านหลวงปู่เอี่ยม จึงได้เดินทางกลับมายังวัดสะพานสูง การไปธุดงค์ครั้งนี้ หลวงปู่เอี่ยม ได้ไปเป็นเวลานาน และอยู่ในป่าจึงปรากฏว่าท่านหลวงปู่เอี่ยม ท่านไม่ได้ปลงผม ผมจึงยาวถึงบั้นเอว จีวรก็ขาดรุ่งริ่ง หมวดท่านยาวเฟิ้มพร้อมมีสัตว์ป่าติดตามท่านหลวงปู่เอี่ยม มาด้วย อาทิเช่น หมี, เสือ, และงูจงอาง ฯลฯ

จากการเจริญกรรมฐานนี้ จึงทำให้หลวงปู่เอี่ยมสำเร็จ “โสรฬ” มีเรื่องเล่ากันว่ามีต้นตะเคียนต้นหนึ่งมีน้ำมันตกและดุมากเป็นที่เกรงกลัวแก่ชาวบ้านแถบนั้น หลวงปู่จึงช่วยยืนเพ่งอยู่ 3 วันเท่านั้น ต้นตะเคียนก็เฉาและยืนต้นตาย หลวงปู่เป็นผู้มีอาคมฉมัง วาจาสิทธิ์ มักน้อยและสันโดษ ท่านเป็นต้นแบบในการพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองจนถึงปัจจุบันนี้ ท่านได้สร้างถาวรวัตถุที่ได้เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้คือพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ พระเจดีย์ จึงเป็นที่มาของการสร้างพระปิดตา และตะกรุดโทนมหาโสฬสมงคลอันลือลั่นนั่นเอง

ท่านหลวงปู่เอี่ยม เป็นพระผู้มีอาคมขลัง มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ มักน้อย ถือสันโดษ ด้วยเหตุนี้เองทำให้หลวงปู่เอี่ยม ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั้งชาวบ้านและเจ้านายผู้ใหญ่ในพระนครนับถือท่านมากจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ก่อนที่หลวงปู่เอี่ยมจะมรณภาพด้วยโรคชรา นายหรุ่น แจ้งมา ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดคอยอยู่ปรนนิบัติท่านหลวงปู่เอี่ยมได้ขอร้องท่านว่า “ท่านอาจารย์มีอาการเต็มที่แล้ว ถ้าท่านมีอะไรก็กรุณาได้สั่ง และให้ศิษย์เป็นครั้งสุดท้าย” ซึ่งท่านหลวงปู่เอี่ยมก็ตอบว่า “ถ้ามีเหตุทุกข์เกิดขึ้นให้ระลึกถึงท่านและเอ่ยชื่อท่านก็แล้วกัน”หลวงปู่เอี่ยมท่านได้มรณภาพ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๙ รวมอายุได้ ๘๐ ปี บวชได้ ๕๙ พรรษา

ก่อนที่ท่านจะมรณภาพได้มีศิษย์ผู้ใกล้ชิดเป็นตัวแทนของชาวบ้าน และผู้เคารพนับถือศรัทธา ที่มีและไม่มีของมงคลท่านไว้บูชา กราบเรียนถามหากว่าเมื่อหลวงปู่เอี่ยม ได้มรณภาพแล้วจักทำประการใด ท่านจึงได้มีปัจฉิมวาจาว่า ” มีเหตุสุข ทุกข์ เกิดนั้น ให้ระลึกถึงชื่อของเรา”

จึงเป็นที่ทราบและรู้กันว่า หากผู้ใดต้องการมอบตัวเป็นศิษย์หรือต้องการให้ท่านช่วยแล้วด้วยความศรัทธายิ่ง ก็ให้เอ่ยระลึกถึงชื่อของท่าน ท่านจะมาโปรดและคุ้มครองและหากเป็นเรื่องหนักหนาก็บนตัวบวชให้ท่าน รูปหล่อเท่าองค์จริงของหลวงปู่เอี่ยม ท่านประดิษฐานอยู่หน้าพระอุโบสถ สร้าง(หล่อ) ขึ้นเมื่อพ.ศ. 2480 ในสมัยหลวงปู่กลิ่น ผู้ปกครองวัดต่อจากท่าน เพื่อการสักการะบูชา ต่อมาจนทุกๆวันจะมีผู้ศรัทธาจากทุกสารทิศมากราบไหว้และบนบานฯ ตลอดเวลาตราบแสงอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า ท่านชอบกระทงใส่ดอกไม้เจ็ดสี จะมีผู้นำมาถวายและแก้บนแทบทุกวันโดยเฉพาะในวันพระแม้แต่ผงขี้ธูปและน้ำในคลองหน้าวัดก็ยังมีความ”ขลัง” อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง

และหลังจากที่ท่านมรณภาพล่วงไปเนิ่นนานแล้วก็ตามที ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ผลปรากฏว่าฐานที่ท่าน เคยถ่ายทุกข์เอาไว้และปิดตาย คราวที่เกิดไฟไหม้ป่าช้า ฐานของหลวงปู่เอี่ยม เพียงหลังเดียวเท่านั้นที่ไม่ไหม้ไฟ

เมื่อความอัศจรรย์ปรากฏขึ้นเช่นนั้น ผู้คนจึงค่อยมาตัดเอาแผ่นสังกะสีไปม้วนเป็นตะกรุดจนหมดสิ้น นอกจากนั้นแล้ว ยังมารื้อเอาตัวไม้ไปบูชาจนไม่เหลือหรอ ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ไม่ได้อะไรเลยก็มาขุดเอาอุจจาระของท่านไปบูชา

เมษายน 11, 2016

ภาษีรถยนต์ 2559 ที่ควรรู้ เริ่ม 1 มกราคม 2559

Published Post author

78994

ในช่วงปี 2557-2558 สังเกตได้ง่ายๆเลยทีว่ามีรถยนต์เปิดตัวมากมายและต่างมอบแคมเปญ – ข้อเสนอพิเศษ เพื่อกระตุ้นยอดขายให้ได้มากทุกสุด ้เพราะในปี 2559 จะมีการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ ซึ่งจะทำให้รถยนต์ราคาถูก หรือ แพงขึ้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่างๆ สาเหตุของการปรับภาษีใหม่เนื่องจากโครงการรถคันแรก ทำให้ใครๆอยากได้รถเพราะราคาปรับลด และแน่นอนว่ามันทำให้สรรพสามิต เสียรายได้จากการเก็บภาษีรถยนต์มากเลยทีเดียว
เกริ่นมาซะยาวเหยียด เรามาเข้าเรื่องกันเลยนะครับ เกี่ยวกับรายละเอียดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ที่มีผลบังคับใช้ต้นปี59 ที่เค้าแบ่งเป็น 8 กลุ่มรถยนต์ และซอยย่อยลงไปในแต่ละกลุ่ม ตามปริมาณการปล่อยไอเสียของเครื่องยนต์ มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

1. รถยนต์นั่ง และรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ซีซี

– ปล่อยก๊าซไม่เกิน 150 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 30% (เดิมจัดเก็บภาษี 25%)
– ปล่อยก๊าซ 150-200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 35% (เดิมจัดเก็บภาษี 25%)
– ปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 40% (เดิมจัดเก็บภาษี 30%)

2. รถยนต์นั่งประเภทอี 85 และรถที่ใช้ก๊าซธรรมชาติที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ซีซี

– ปล่อยก๊าซไม่เกิน 150 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 25% (เดิมจัดเก็บภาษี 25%)
– ปล่อยก๊าซ 150-200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 30% (เดิมจัดเก็บภาษี 25%)
– ปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 35% (เดิมจัดเก็บภาษี 30%)

3. รถยนต์แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า ที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ซีซี (เดิมจัดเก็บภาษี 10%)

– ปล่อยก๊าซไม่เกิน 100 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 10%
– ปล่อยก๊าซเกิน 100-150 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 20%
– ปล่อยก๊าซเกิน 150-200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 25%
– ปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 30%
4. รถยนต์ Eco Car (เดิมจัดเก็บภาษี 17%)

– ปล่อยก๊าซไม่เกิน 100 กรัมต่อกิโลเมตร และใช้น้ำมัน E85 ได้ จัดเก็บภาษี 12%
– ปล่อยก๊าซไม่เกิน 100 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 14%
– ปล่อยก๊าซเกิน 100-120 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 17%

5. รถยนต์กระบะที่ไม่มีพื้นใส่สัมภาระด้านหลังคนขับ มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ซีซี (เดิมจัดเก็บภาษี 3%)

– ปล่อยก๊าซไม่เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 3%
– ปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 5%

6. รถยนต์กระบะที่มีพื้นใส่สัมภาระด้านหลังคนขับ มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ซีซี (เดิมจัดเก็บภาษี 3%)

– ปล่อยก๊าซไม่เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 5%
– ปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 7%

7. รถยนต์นั่งที่มีกระบะ (ดับเบิ้ลแคป) มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ซีซี (เดิมจัดเก็บภาษี 12%)

– ปล่อยก๊าซไม่เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 12%
– ปล่อยก๊าซเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 15%

8. รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,250 ซีซี (เดิมจัดเก็บภาษี 20%)

– ปล่อยก๊าซไม่เกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 25%
– ปล่อยก๊าซฯเกิน 200 กรัมต่อกิโลเมตร จัดเก็บภาษี 30%

เริ่มปรับโครงสร้าง 1 มกราคม 2559 เป็นต้นไป
เฉพาะฉะนั้นถ้าท่านได้รถหลัง 1 มกราคม 2559 ท่านจะได้เสียภาษีเพิ่มเติมอย่างแน่นอน
จะสังเกตได้ว่าหากภายในปี 2559 ผู้ผลิตรถยนต์ไม่สามารถทำให้รถยนต์ของตัวเองมีความประหยัด และ ลดมลพิษทางอากาศได้แล้วภาษีจะยิ่งหนักเพียงแค่รองรับน้ำมัน E20 E85 B5 CNG หรือจะเป็นพลังงานจากไฟฟ้าได้นั้น โดยเฉพาะรถยนต์ประเภท MPV และ SUV ที่โดนรีดภาษีไป 5=10% งานนี้รัฐเอาคืนอย่างสวยงามจริงๆ
แนะนำข่าวรถใหม่โดย เว็บออโต้มอเตอร์เจ็ดแปดเก้าดอทคอม

ธันวาคม 15, 2015

หลวงพ่อประเทือง ปัญญาธโร วัดตลุกหมู จ.อุทัยธานี

Published Post author

988
“พระครูอุทานวรพจน์” หรือที่ชาวบ้านทั่วไปรู้จักกันในนาม “หลวงพ่อประเทือง ปัญญาธโร” อดีตเจ้าคณะตำบลหนองกลางดง และเจ้าอาวาสวัดตลุกหมู ต.หนองกลางดง อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี

ท่านเป็นทั้งพระเกจิ พระนักปฏิบัติที่มีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย และยังเป็นพระนักพัฒนา ทำให้เป็นที่นับถือศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนในจังหวัดอุทัยธานีและใกล้เคียง

หลวงพ่อประเทือง เกิดในสกุล ชาญเขตร การณ์ เมื่อวันศุกร์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 10 ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ 13 ก.ย.2461 ที่บ้านดงมะไฟ ต.หนองกระทุ่ม อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ครอบ ครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรม

ชีวิตในวัยเยาว์ เรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดหนองขุย จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ไม่ได้เรียนต่อ ออกมาช่วยบิดา-มารดา ประกอบอาชีพ

ครั้นอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดหนองเรือโกลน ต.หนองกลางดง อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2481 มีพระครูอุปการ พิสิฏฐ์ (หลวงพ่อเส็ง) วัดหนองเรือโกลน เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการแดง วัด หนองมะเขือ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระสมุห์สมบูรณ์ วัดตลุกหมู เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ได้รับฉายาว่า ปัญญาธโร หมายถึง ผู้ดำรงไว้ซึ่งปัญญา

ภายหลังอุปสมบท ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดหนองเรือโกลน ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและวิชาอาคมด้วยความวิริยอุตสาหะกับพระครูอุปการพิสิฏฐ์ (หลวงพ่อเส็ง) เป็นเวลานานถึง 16 พรรษา สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท และเอก ตามลำดับ

พ.ศ.2484 ได้รับแต่งตั้งเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม ประจำสำนักเรียนวัดหนองเรือโกลน

พ.ศ.2487 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระใบฎีกา ฐานานุกรมของพระครูอุปการพิสิฏฐ์ วัดหนองเรือโกลน ที่พระใบฎีกาประเทือง ปัญญาธโร

วันที่ 12 พฤษภาคม 2494 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลหนองกลางดง

วันที่ 11 มิถุนายน 2497 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดตลุกหมู ต.หนองกลางดง อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี

หลวงพ่อประเทือง มีความสนใจศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกนักธรรม และแผนกบาลี ท่านได้อบรมสั่งสอนพระภิกษุ-สามเณรในวัดให้ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยอย่างจริงจัง

หลวงพ่อประเทือง ยังได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการศึกษาโรงเรียนวัดตลุกหมู ท่านพยายามหาทุนการศึกษา เพื่อมอบให้แก่เด็กนักเรียนที่เรียนดี ประพฤติดี ที่มีฐานะยากจน มาโดยตลอด

งานด้านสาธารณูปการ เมื่อท่านย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดตลุกหมู ได้ดำเนินการปรับปรุงเสนาสนะทันที โดยเฉพาะกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ อุโบสถ และยังได้ก่อสร้างศาลาการเปรียญขึ้นมาใหม่อีก 1 หลัง

งานเผยแผ่ หลวงพ่อประเทือง จะคอยอบรมสั่งสอนพระภิกษุ-สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ซึ่งเป็นพุทธบริษัทของวัดตลุกหมู ตลอดพรรษา 3 เดือน ทุกพรรษา นอกจากนี้ท่านยังได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน อ.ป.ต. ของหน่วยอบรมประชาชน ต.หนองกลางดง

หลวงพ่อประเทือง มีความรู้แตกฉานทั้งธรรมวินัย และวิปัสสนากัมมัฏฐาน ด้วยเป็นพระที่เคร่งครัดพระธรรมวินัย ในแต่ละวันจะมีญาติโยมเดินทางมากราบนมัสการรับฟังธรรมอย่างล้นหลาม

วัตรปฏิบัติที่หลวงพ่อประเทือง ดำเนินมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี คือ ทุกวันพระ ท่านจัดอบรมธรรมะ มุ่งเน้นการปฏิบัติเป็นหลัก ด้วยเชื่อว่าการฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐานจะสามารถทำให้ญาติโยมเป็นผู้มีสติมีจิตใจที่เข้มแข็ง

พ.ศ.2500 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นตรี ในราชทินนาม “พระครูอุทานวร พจน์”

พ.ศ.2510 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท ในราชทินนามเดิม

พ.ศ.2511 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ.2522 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นเอก ในราชทินนามเดิม

สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ วันที่ 18 เมษายน 2534 เวลา 15.15 น. หลวงพ่อประเทือง ละสังขารด้วยอาการสงบ สิริอายุ 72 ปี พรรษา 53

แต่คุณงามความดียังคงอยู่ตราบนานเท่านาน

พฤศจิกายน 18, 2015

หลวงพ่ออ่ำ (พระครูสถิตสมณวัตร) วัดอินทาราม (ตลุก) จ.ชัยนาท

Published Post author

1912
พระเกจิอาจารย์รุ่นเก่าๆ ในจังหวัดชัยนาทนั้นมีอยู่หลายรูปด้วยกัน เราๆ ท่านๆ แต่อาจจะรู้กันดีไม่กี่รูปเท่านั้น วันนี้เราจะมาคุยกันถึงพระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งซึ่งท่านเป็นสหธรรมิกกับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า คือหลวงพ่ออ่ำ วัดอินทาราม (วัดตลุก) ต.ตลุก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่สันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ 3 เดิมชื่อวัดตลุก ซึ่งชาวบ้านก็มักจะเรียกชื่อเดิมของวัดจนติดปากว่าวัดตลุกเช่นเดิม

พระครูสถิตสมณวัตร (หลวงพ่ออ่ำ) ท่านเกิดเมื่อปีพ.ศ.2397 ที่บ้านตลุก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท โยมบิดาชื่อ น้อย โยมมารดาไม่ทราบชื่อ ในสมัยวัยรุ่น หลวงพ่ออ่ำท่านเป็นคนจริง ไปไหนมาไหนมีลูกน้องติดตามเสมอ ชอบเล่าเรียนวิชามวยกระบี่กระบอง และวิทยาคมอยู่เสมอ พออายุครบบวชโยมบิดามารดาจึงนำไปฝากหลวงพ่อเกิด เจ้าอาวาสวัดตลุก ซึ่งเป็นพระพี่ชายแท้ๆ ของท่าน และอุปสมบทที่วัดตลุกในราวปีพ.ศ.2417 ได้รับฉายาว่า “พุทธสโร” เดิมทีเดียวท่านกะว่าจะบวชสัก 15-20 วันเท่านั้น แต่โยมบิดาขอให้ท่านอยู่ให้ได้พรรษา แล้วแนะนำท่านให้ไปเรียนวิชาแพทย์แผนโบราณ เพื่อนำวิชามารักษาผู้ป่วย ท่านจึงได้ไปศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณจากอาจารย์ที่เก่งๆ หลายท่าน

อีกทั้งยังได้ศึกษาวิทยาคมอีกหลายสำนัก เช่นได้เรียนวิทยาคมกับหลวงพ่อคง วัดบางกะพี้ เป็นต้น ครั้นออกพรรษาแล้วท่านก็ยังไม่สึกหาลาเพศ กลับมุ่งมั่นที่จะศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณต่อไปอีก ท่านจึงได้ออกเดินทางไปยังจังหวัดนครราชสีมาไปศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณต่อ อีกทั้งยังได้ศึกษาวิทยาคมกับพระเกจิอาจารย์อีกหลายรูปรวมทั้งพระอาจารย์เขมรอีกก็มาก จนท่านมีความชำนาญช่ำชองเรื่องของวิชาแพทย์และสมุนไพร อีกทั้งได้ฝึกฝนวิทยาคมจนเข้มขลัง ท่านได้ธุดงค์ไปเรื่อยๆ ตามป่าเขาลำเนาไพร พบเกจิอาจารย์ดังๆ ท่านก็ไปขอศึกษาด้วยตลอด

จนกระทั่งถึงปีพ.ศ.2448 ท่านจึงเดินทางกลับมาที่วัดตลุก ก็พอดีกับหลวงพ่อเกิดเจ้าอาวาสวัดตลุกได้มรณภาพ ชาวบ้านและคณะสงฆ์จึงพร้อมใจกันขอนิมนต์ท่านขึ้นเป็นเจ้าอาวาสสืบแทนต่อมา เมื่อท่านเป็นเจ้าอาวาสแล้วท่านก็ได้ช่วยรักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่เสมอจนมีเสียงขจรขจายไปทั่วทุกทิศ ไม่ว่าจะป่วยไข้หรือถูกกระทำมาท่านช่วยรักษาให้หายได้ทั้งสิ้น ส่วนด้านการพัฒนาวัดท่านก็ได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดจนเจริญรุ่งเรืองมาโดยตลอด ท่านสร้างพระไตรปิฎกและหอพระไตรกลางน้ำ สร้างกุฏิสงฆ์ และจัดระเบียบใหม่ทั้งหมด สร้างพระเจดีย์องค์ใหญ่ที่วัดตลุก ในปีพ.ศ.2461 ท่านดำริจะสร้างศาลาหลังใหม่ ก็มีชาวบ้านช่วยกันร่วมสร้าง ท่านก็ต้องไปซื้อไม้มาจากนครสวรรค์

ขณะที่ท่านไปนครสวรรค์นั้น พอดีกับเศรษฐีใหญ่ของนครสวรรค์ชื่อสมบุญล้มป่วยอยู่ รักษาอย่างไรก็ไม่หายจนต้องตั้งสินบนให้กับผู้ที่รักษาให้หายได้ถึง 10 ชั่ง แต่ก็ไม่มีผู้ใดรักษาให้หายได้ ญาติๆ ของเศรษฐีผู้นั้นได้ข่าวว่าหลวงพ่ออ่ำขึ้นมาที่นครสวรรค์ และกิตติศัพท์ความเก่งของหลวงพ่ออ่ำจึงพากันไปนิมนต์หลวงพ่ออ่ำ ท่านก็รับรักษาให้ หลวงพ่ออ่ำท่านก็ได้นำยาในย่ามของท่านฝนให้กินอยู่ไม่กี่ครั้งปรากฏว่าอาการดีขึ้น และอีกไม่กี่วันก็หายสนิท เศรษฐีสมบุญเกิดศรัทธาและทราบว่าหลวงพ่ออ่ำท่านกำลังจะสร้างศาลา จึงได้ถวายเงินหลายสิบชั่งและถวายเรือสำเภาลำใหญ่เพื่อให้เอาไม้มาทำศาลาด้วย

เรื่องราวอภินิหารของหลวงพ่ออ่ำนั้นมีมากมายหลายเรื่องมาก ทั้งเรื่องวาจาสิทธิ์ของท่านชาวบ้านแถบสรรพยาต่างรู้กันดีและเลื่อมใสในตัวท่านมาก ในปีพ.ศ.2467 หลวงพ่ออ่ำท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสถิตสมณวัตร บรรดาลูกศิษย์และชาวบ้านจึงขออนุญาตท่านสร้างเหรียญที่ระลึกเพื่อแจกให้แก่ศิษย์และชาวบ้านในงานฉลองสมณศักดิ์ ท่านก็อนุญาตให้สร้างได้เป็นรูปท่านนั่งเต็มองค์ เหรียญรุ่นนี้จึงถือเป็นเหรียญรุ่นแรกและรุ่นเดียวที่สร้างทันท่านครับ ต่อมาวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2468 หลวงพ่ออ่ำท่านก็ได้มรณภาพด้วยอาการสงบ สิริอายุได้ 71 ปี

พฤศจิกายน 15, 2015

หลวงพ่อโต วัดวิหารทอง อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท

Published Post author

99110
เราจะคุยกันถึงพระเกจิอาจารย์ของอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ซึ่งท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีผู้เคารพนับถือเลื่อมใสท่านมาก คือหลวงพ่อโต วัดวิหารทอง ท่านเป็นพระสงฆ์ที่เข้มขลังในวิทยาคมมากรูปหนึ่งของจังหวัดชัยนาท

วัดวิหารทอง ตั้งอยู่ที่ตำบลเที่ยงแท้ อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท วัดอยู่ติดกับแม่น้ำน้อย อยู่ใกล้กับที่ว่าการอำเภอสรรคบุรี เดิมเป็นวัดโบราณอยู่ในกำแพงเมืองสรรค์ ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ต่อมากลายสภาพเป็นวัดร้าง ในสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้ปกครองเมืองสรรค์ ชื่อหลวงวัง และนายสอน ได้นำวัวมาเลี้ยงในบริเวณนี้และพบองค์พระเจดีย์เก่าแก่ ภายหลังนายสอนได้บวช และมาจำพรรษาที่องค์พระเจดีย์ร้าง แล้วก็ได้ช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์จนเป็นวัดขึ้น และมีเจ้าอาวาสสืบต่อๆ กันมาจนถึงปัจจุบันนี้

ประวัติหลวงพ่อโต ท่านเกิดที่ตำบลดงคอน อำเภอสรรคบุรี เมื่อปีพ.ศ.2401 โยมบิดาชื่อเงิน โยมมารดาชื่อปุ้น เมื่อท่านอายุได้ 7 ขวบ ได้บรรพชาเป็นสามเณร และเมื่ออายุได้ 20 ปีบริบูรณ์ ท่านจึงได้อุปสมบทที่วัดท่าทวน อำเภอสรรคบุรี โดยมีพระอุปัชฌาย์อ่วม เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่ออุปสมบทแล้วท่านได้เดินทางมาศึกษาบาลีสันกฤตที่วัดสามปลื้ม กทม. ต่อมาภายหลังจึงได้กลับมาจำพรรษาอยู่ที่ วัดวิหารทอง อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ระหว่างนี้ท่านก็ได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคมกับพระอุปัชฌาย์อ่วม หลวงพ่อเฒ่า วัดค้างคาว หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลังจากที่หลวงพ่อเมฆ เจ้าอาวาสวัดวิหารทองมรณภาพ ชาวบ้านต่างพร้อมใจกันนิมนต์หลวงพ่อโต ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสสืบแทนต่อมา

เมื่อท่านได้เป็นเจ้าอาวาสแล้วท่านก็ได้บูรณปฏิสังขรณ์ และพัฒนาวัดวิหารทอง และวัดอื่นๆ จนมีความเจริญรุ่งเรือง โดยท่านเป็นศูนย์รวมใจของชาวบ้านสร้าง มณฑปพระ พุทธบาทจำลอง วัดวิหารทอง ศาลาการ เปรียญวัดบ้านเชี่ยน สร้างพระอุโบสถ วิหาร หอประชุม ศาลาการเปรียญ วัดดงคอน ศาลาการเปรียญวัดสระแก้ว ศาลาการเปรียญวัดนก ศาลาการเปรียญวัดบางขุด ศาลาการเปรียญวัดท่าโบสถ์ ศาลาการเปรียญวัดมหาธาตุ ศาลาการเปรียญวัดกำแพง ศาลาการเปรียญวัดสระไม้แดง เป็นต้น

ท่านได้ช่วยสร้างความเจริญให้แก่วัดต่างๆ มากมาย หลวงพ่อโต ท่านเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ มีตบะแก่กล้า พูดน้อย และมีวาจาสิทธิ์ เรื่องวาจาสิทธิ์ของท่านนั้นเป็นที่ทราบกันดีของชาวบ้าน

ซึ่งก็มีเรื่องอยู่มากมาย เช่น มีชาวบ้านถูกโจรกระตุกสร้อยคอ แล้วมาบอกหลวงพ่อ ท่านบอกว่า “ไม่หาย มันเอาไปไม่ได้” ปรากฏว่าอีกสักพักใหญ่คนร้ายได้วิ่งเข้ามาในวัด และเอาสายสร้อยมาคืนเจ้าของ เข้าใจว่าคนร้ายไปไหนไม่ได้หรืองงงวยจนทำอะไรไม่ถูกจึงนำสร้อยกลับมาคืนที่วัด

อีกครั้งหนึ่ง ที่วัดโพธิ์ทองนิมนต์ท่านไปงานวัดโพธิ์ทอง เมื่องานเลิก ก็มีคนมาแจ้งกับหลวงพ่อว่าจักรยานหาย หลวงพ่อโตท่านก็ว่า “เดี๋ยวมันก็ขี่กลับมาเอง” และบอกให้ชายคนนั้นนั่งรอ ปรากฏว่าประมาณครึ่งชั่วโมง ขโมยได้ขี่จักรยานเข้ามาในวัด กรรมการวัดจึงจับตัวไว้ได้

เรื่องไฟไหม้บ้านผู้ใหญ่โต๊ะ เนื่องจากวัดมีงานและชาวบ้านจุดตะไลแต่ ตะไลไม่ขึ้นกลับวิ่งข้ามแม่น้ำไปตกบนหลังคาบ้านผู้ใหญ่ ไฟไหม้โหมแรงมาก กำลังจะลามไปติดบ้านชาวบ้านอีกหลายหลัง กรรมการวัดรีบวิ่งไปบอกหลวงพ่อ ท่านจึงลงมาดู และท่านได้ใช้ผ้าแดงโบก 3 ครั้ง แล้วพูดว่า “เอาแต่หลังเดียว” ปรากฏว่าไฟค่อยๆ ดับลงโดยไม่ลามไปติดบ้านหลังอื่นๆ วันรุ่งขึ้นหลวงพ่อได้นำไม้สัก หลังคาไปให้ผู้ใหญ่สร้างบ้านใหม่

หลวงพ่อโต ท่านได้สร้าง เครื่องรางของขลัง และ วัตถุมงคลไว้หลายอย่าง เช่น ตะกรุดผ้ายันต์ เสื้อยันต์มงคลแขน โดยท่านจะเขียนยันต์เป็นภาษาไทย ซึ่งต่างจากเกจิอาจารย์ท่านอื่นๆ การสร้างพระเครื่องนั้นท่านก็ได้สร้างไว้ เช่น เหรียญพระพุทธปางลีลาเนื้อทองเหลืองมีหูในตัว พระพิมพ์เนื้อตะกั่ว ทั้งพิมพ์นั่งและยืน นอกจากนี้ยังมีเหรียญรุ่นแรกรุ่นเดียวเป็นรูปท่านครึ่งองค์ ปัจจุบันหาชมยาก หลวงพ่อโตท่านมรภาพเมื่อปีพ.ศ.2485 สิริอายุได้ 84 ปี พรรษาที่ 63

พฤศจิกายน 15, 2015

พระกำแพงเชยคางข้างเม็ด กรุวัดชุมนุมสงฆ์ จังหวัดสุพรรณบุรี

Published Post author

990900154

“กรุวัดชุมนุมสงฆ์ เป็นกรุใหญ่อีกกรุหนึ่งของจังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีการค้นพบ พระพิมพ์มากมาย ซึ่งล้วนเป็นที่นิยมสะสมและแสวงหาในแวดวงนักนิยมสะสมพระเครื่องทั้งหลาย และหนึ่งในนั้นคือ พระกำแพงเชยคาง” วัดชุมนุมสงฆ์ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณฯ ที่ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี กรุวัดชุมนุมสงฆ์แตกกรุเมื่อประมาณต้นเดือนตุลาคม ปีพ.ศ.2504 โดยมีกลุ่มคนลักลอบขุดองค์พระเจดีย์ได้พระเครื่องกำแพงศอกเนื้อชินไปเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ก็ยังมีพระเครื่องพิมพ์ต่างๆ อีกมากมายทั้งพิมพ์ยืนและพิมพ์นั่ง อาทิ พระลีลาเชยคาง, พระลีลาประภามณฑล, พระลีลาฝักดาบ, พระลีลาใบหอก, พระลีลาหลังเข็ม, พระลีลาบัวโค้ง, พระลีลาคู่, พระขุนแผนเรือนแก้ว, พระขุนแผนใบมะยม, พระนาคปรก, พระอู่ทองซุ้มนาค, พระลีลากำแพงเกียก, พระนารายณ์ทรงปืน และ พระตรีกาย เป็นต้น ‘พระลีลาเชยคาง’ หรือที่เรียกกันว่า ‘พระกำแพงเชยคางข้างเม็ด’ เช่นเดียวกับที่จังหวัดกำแพงเพชร ด้วยลักษณะพิมพ์ทรงและเอก ลักษณ์เฉพาะมีความใกล้เคียงกันนั้น ค้นพบเมื่อครั้งที่มีการเปิดกรุวัดชุมนุมสงฆ์อย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ.2504 เป็นพระพิมพ์เนื้อชินเงินซึ่งออกจะแก่เงิน ทำให้เนื้อแข็งกว่าพระพิมพ์เนื้อชินของกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุซึ่งแก่ตะกั่ว สันนิษฐานว่า พระกำแพงเชยคางข้างเม็ด กรุวัดชุมนุมสงฆ์ เป็นพระสมัยอยุธยาตอนต้น ในราวปีพ.ศ.1967 นับถึง ณ ปัจจุบัน ถือว่าเป็นพระกรุที่มีความเก่าแก่มาก มีพุทธศิลป์ที่อ่อนช้อยงดงามแสดงถึงศิลปะบริสุทธิ์อันเป็นเอกลักษณ์ของไทยอย่างแท้จริง ลักษณะพิมพ์ทรงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านบนเรียวแหลม ยกขอบเป็นเส้นลวดนูน 2 ชั้น ประกอบด้วยลายกนกไทย ส่วนฐานกว้างประมาณ 2.5 ซ.ม. สูงประมาณ 8 ซ.ม. พุทธลักษณะ องค์พระประธานประทับยืน แสดงปางลีลา บนฐานบัว 2 ชั้น พระหัตถ์ข้างซ้ายขององค์พระยกขึ้นแนบพระอุระคล้ายการเชยคาง พระเกศจิ่ม แหลม และยาวจดเส้นซุ้ม เส้นไรพระศกเป็นเส้นนูนชัดเจน พระพักตร์รูปไข่ ส่วนล่างค่อนข้างแหลม ปรากฏพระเนตร พระนาสิก และพระโอษฐ์ โดยเฉพาะพระเนตรนูนเด่นคล้ายตาตั๊กแตน พระเศียรเอนไปด้านซ้ายเล็กน้อย พระอังสาด้านขวาขององค์พระยกขึ้นเล็กน้อย และมีการแอ่นเอนของพระวรกาย แสดงความสมดุลและกลมกลืนได้อย่างสละสลวย การวาดลำพระกรทั้ง 2 ข้างอ่อนช้อยและเน้นเส้นลึกชัด ส่วนชายจีวรเส้นจะแผ่วบาง ความกลมกลืนต่างๆ ในพุทธศิลปะและพุทธลักษณะของพระกำแพงเชยคางข้างเม็ด กรุวัดชุมนุมสงฆ์ จังหวัดสุพรรณบุรี กอปรกับพุทธ คุณอันเลื่องลือในด้านคงกระพันชาตรีเป็นเลิศ และโดดเด่นเด่นทางโชคลาภ ความเจริญก้าว หน้าตามแบบฉบับของพระลีลา ทำให้เป็นที่ยอมรับและนิยมสะสมกันมากเอาการ จุดสำคัญในการพิจารณาคือ “ความเก่า” อย่าลืมทีเดียวว่า พระเนื้อชินบรรจุในกรุเป็นเวลาเนิ่นนานเกือบ 600 ปี ต้องพิจารณาคราบกรุ สนิมไข รอยร้าวและรอยระเบิดให้ดีๆ ครับผม พันธุ์แท้พระเครื่อง ราม วัชรประดิษฐ์

แนะนำบทความให้ทางเว็บเพื่อเผยแพร่ความรู้โดย พระเครื่องแท้ตามหลักสากล

ตุลาคม 28, 2015

Google Chrome 1 ใน 4 web browser ยอดนิยม

Published Post author

หลายท่านคงปฏิเสธไม่ได้ว่าในตอนนี้ Google Chrome ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งเว็บบราวเซอร์ ที่นิยมใช้สำหรับทั้งผู้ใช้บน PC หรือแม้แต่ในมือถือระบบ Android กันไปแล้ว เนื่องจากจุดเด่นในเรื่องของ ความเร็วในการโหลด และความสะดวกสบายในการใช้งาน นั่นเอง นอกจากนนี้ Google Chrome ยังสามารถปรับแต่งหรือเพิ่มความสารถโดยการดาวน์โหลด ส่วนเสริมต่างๆ (Extensions) หรือแม้แต่คีย์ลัด (สำหรับ PC) ที่จะช่วยให้เราใช้งานได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นอีกด้วยครับ

41338

Google Chrome นั้น มีคีย์ลัดเหมือนโปรแกรมอื่นๆ ที่จะช่วยในเรื่องของความเร็วในการใช้งาน หากเราสามารถใช้คีย์ลัดเหล่านี้ได้คล่อง ก็จะช่วยให้เราใช้งานได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสามารถอ่านได้จากคู่มือการใช้ หลังการติดตั้งโปรแกรมแล้วได้อีกทางหนึ่ง  ที่ใช้งานง่ายอีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อเราทำการ Bookmark หน้าเว็บใดๆมา จะถูกเพิ่มลงในแถบ Bookmark ซึ่งจะมี Icon ของเว็บเพจนั้นๆ และตามมาด้วยข้อความของเว็บไซต์ดังกล่าว หรือให้เหลือเพียงแค่ Icon ของเว็บไซต์นั้นๆ ก็ได้  บน Google Chrome นั้นสามารถเพิ่มหน้า Home ได้มากกว่าหนึ่งหน้า และจะถูกเปิดมาพร้อมๆกันในครั้งเดียว (แยก Tab)  ซึ่งวิธีทำเพียงแค่เราไปที่เมนู  Setting ซึ่งในหน้า Setpage  นี่เอง ที่เราสามารถเพิ่มเว็บไซต์ต่างๆได้ตามใจชอบ  นอกจากนี้ใน Google Chrome สามารถแยก Account การใช้งานได้ โดยข้อมูลต่างๆจะถูกเก็บที่ Account นั้นๆ หรือจะสร้าง User  สลับการใช้งานได้ด้วย เพียงแค่กด Ctrl + Shift + M ก็จะพบกับหน้าต่างสำหรับสลับ User หรือ สร้าง User ใหม่ก็ได้

สำหรับ Extensions บน Google Chrome นั้นมีมากมายหลากหลายความสามารถคล้ายกับการโหลด App. มาติดตั้ง ซึ่งนอกจากนี้ ยังมีเกมให้เลือกติดตั้งอีกด้วย ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นแค่ส่วนหนึ่งจริงๆ Google Chrome ที่ยังมีความสามารถอีกมากมายให้เราได้ใช้และปรับแต่งให้เข้ากับการใช้งานของเรา ไม่เชื่อก็ลองใช้กันดูนะครับ

พฤษภาคม 16, 2015