Monthly Archives: พฤศจิกายน 2015

หลวงพ่อประเทือง ปัญญาธโร วัดตลุกหมู จ.อุทัยธานี

Published Post author

988
“พระครูอุทานวรพจน์” หรือที่ชาวบ้านทั่วไปรู้จักกันในนาม “หลวงพ่อประเทือง ปัญญาธโร” อดีตเจ้าคณะตำบลหนองกลางดง และเจ้าอาวาสวัดตลุกหมู ต.หนองกลางดง อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี

ท่านเป็นทั้งพระเกจิ พระนักปฏิบัติที่มีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย และยังเป็นพระนักพัฒนา ทำให้เป็นที่นับถือศรัทธาจากพุทธศาสนิกชนในจังหวัดอุทัยธานีและใกล้เคียง

หลวงพ่อประเทือง เกิดในสกุล ชาญเขตร การณ์ เมื่อวันศุกร์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 10 ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ 13 ก.ย.2461 ที่บ้านดงมะไฟ ต.หนองกระทุ่ม อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี ครอบ ครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรม

ชีวิตในวัยเยาว์ เรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดหนองขุย จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ไม่ได้เรียนต่อ ออกมาช่วยบิดา-มารดา ประกอบอาชีพ

ครั้นอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ เข้าพิธีอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดหนองเรือโกลน ต.หนองกลางดง อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2481 มีพระครูอุปการ พิสิฏฐ์ (หลวงพ่อเส็ง) วัดหนองเรือโกลน เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการแดง วัด หนองมะเขือ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระสมุห์สมบูรณ์ วัดตลุกหมู เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ได้รับฉายาว่า ปัญญาธโร หมายถึง ผู้ดำรงไว้ซึ่งปัญญา

ภายหลังอุปสมบท ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดหนองเรือโกลน ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและวิชาอาคมด้วยความวิริยอุตสาหะกับพระครูอุปการพิสิฏฐ์ (หลวงพ่อเส็ง) เป็นเวลานานถึง 16 พรรษา สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท และเอก ตามลำดับ

พ.ศ.2484 ได้รับแต่งตั้งเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม ประจำสำนักเรียนวัดหนองเรือโกลน

พ.ศ.2487 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระใบฎีกา ฐานานุกรมของพระครูอุปการพิสิฏฐ์ วัดหนองเรือโกลน ที่พระใบฎีกาประเทือง ปัญญาธโร

วันที่ 12 พฤษภาคม 2494 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลหนองกลางดง

วันที่ 11 มิถุนายน 2497 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดตลุกหมู ต.หนองกลางดง อ.ทัพทัน จ.อุทัยธานี

หลวงพ่อประเทือง มีความสนใจศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกนักธรรม และแผนกบาลี ท่านได้อบรมสั่งสอนพระภิกษุ-สามเณรในวัดให้ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยอย่างจริงจัง

หลวงพ่อประเทือง ยังได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการศึกษาโรงเรียนวัดตลุกหมู ท่านพยายามหาทุนการศึกษา เพื่อมอบให้แก่เด็กนักเรียนที่เรียนดี ประพฤติดี ที่มีฐานะยากจน มาโดยตลอด

งานด้านสาธารณูปการ เมื่อท่านย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดตลุกหมู ได้ดำเนินการปรับปรุงเสนาสนะทันที โดยเฉพาะกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ อุโบสถ และยังได้ก่อสร้างศาลาการเปรียญขึ้นมาใหม่อีก 1 หลัง

งานเผยแผ่ หลวงพ่อประเทือง จะคอยอบรมสั่งสอนพระภิกษุ-สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ซึ่งเป็นพุทธบริษัทของวัดตลุกหมู ตลอดพรรษา 3 เดือน ทุกพรรษา นอกจากนี้ท่านยังได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน อ.ป.ต. ของหน่วยอบรมประชาชน ต.หนองกลางดง

หลวงพ่อประเทือง มีความรู้แตกฉานทั้งธรรมวินัย และวิปัสสนากัมมัฏฐาน ด้วยเป็นพระที่เคร่งครัดพระธรรมวินัย ในแต่ละวันจะมีญาติโยมเดินทางมากราบนมัสการรับฟังธรรมอย่างล้นหลาม

วัตรปฏิบัติที่หลวงพ่อประเทือง ดำเนินมาตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี คือ ทุกวันพระ ท่านจัดอบรมธรรมะ มุ่งเน้นการปฏิบัติเป็นหลัก ด้วยเชื่อว่าการฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐานจะสามารถทำให้ญาติโยมเป็นผู้มีสติมีจิตใจที่เข้มแข็ง

พ.ศ.2500 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นตรี ในราชทินนาม “พระครูอุทานวร พจน์”

พ.ศ.2510 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท ในราชทินนามเดิม

พ.ศ.2511 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ.2522 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นเอก ในราชทินนามเดิม

สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ วันที่ 18 เมษายน 2534 เวลา 15.15 น. หลวงพ่อประเทือง ละสังขารด้วยอาการสงบ สิริอายุ 72 ปี พรรษา 53

แต่คุณงามความดียังคงอยู่ตราบนานเท่านาน

พฤศจิกายน 18, 2015

หลวงพ่ออ่ำ (พระครูสถิตสมณวัตร) วัดอินทาราม (ตลุก) จ.ชัยนาท

Published Post author

1912
พระเกจิอาจารย์รุ่นเก่าๆ ในจังหวัดชัยนาทนั้นมีอยู่หลายรูปด้วยกัน เราๆ ท่านๆ แต่อาจจะรู้กันดีไม่กี่รูปเท่านั้น วันนี้เราจะมาคุยกันถึงพระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งซึ่งท่านเป็นสหธรรมิกกับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า คือหลวงพ่ออ่ำ วัดอินทาราม (วัดตลุก) ต.ตลุก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่สันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ 3 เดิมชื่อวัดตลุก ซึ่งชาวบ้านก็มักจะเรียกชื่อเดิมของวัดจนติดปากว่าวัดตลุกเช่นเดิม

พระครูสถิตสมณวัตร (หลวงพ่ออ่ำ) ท่านเกิดเมื่อปีพ.ศ.2397 ที่บ้านตลุก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท โยมบิดาชื่อ น้อย โยมมารดาไม่ทราบชื่อ ในสมัยวัยรุ่น หลวงพ่ออ่ำท่านเป็นคนจริง ไปไหนมาไหนมีลูกน้องติดตามเสมอ ชอบเล่าเรียนวิชามวยกระบี่กระบอง และวิทยาคมอยู่เสมอ พออายุครบบวชโยมบิดามารดาจึงนำไปฝากหลวงพ่อเกิด เจ้าอาวาสวัดตลุก ซึ่งเป็นพระพี่ชายแท้ๆ ของท่าน และอุปสมบทที่วัดตลุกในราวปีพ.ศ.2417 ได้รับฉายาว่า “พุทธสโร” เดิมทีเดียวท่านกะว่าจะบวชสัก 15-20 วันเท่านั้น แต่โยมบิดาขอให้ท่านอยู่ให้ได้พรรษา แล้วแนะนำท่านให้ไปเรียนวิชาแพทย์แผนโบราณ เพื่อนำวิชามารักษาผู้ป่วย ท่านจึงได้ไปศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณจากอาจารย์ที่เก่งๆ หลายท่าน

อีกทั้งยังได้ศึกษาวิทยาคมอีกหลายสำนัก เช่นได้เรียนวิทยาคมกับหลวงพ่อคง วัดบางกะพี้ เป็นต้น ครั้นออกพรรษาแล้วท่านก็ยังไม่สึกหาลาเพศ กลับมุ่งมั่นที่จะศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณต่อไปอีก ท่านจึงได้ออกเดินทางไปยังจังหวัดนครราชสีมาไปศึกษาวิชาแพทย์แผนโบราณต่อ อีกทั้งยังได้ศึกษาวิทยาคมกับพระเกจิอาจารย์อีกหลายรูปรวมทั้งพระอาจารย์เขมรอีกก็มาก จนท่านมีความชำนาญช่ำชองเรื่องของวิชาแพทย์และสมุนไพร อีกทั้งได้ฝึกฝนวิทยาคมจนเข้มขลัง ท่านได้ธุดงค์ไปเรื่อยๆ ตามป่าเขาลำเนาไพร พบเกจิอาจารย์ดังๆ ท่านก็ไปขอศึกษาด้วยตลอด

จนกระทั่งถึงปีพ.ศ.2448 ท่านจึงเดินทางกลับมาที่วัดตลุก ก็พอดีกับหลวงพ่อเกิดเจ้าอาวาสวัดตลุกได้มรณภาพ ชาวบ้านและคณะสงฆ์จึงพร้อมใจกันขอนิมนต์ท่านขึ้นเป็นเจ้าอาวาสสืบแทนต่อมา เมื่อท่านเป็นเจ้าอาวาสแล้วท่านก็ได้ช่วยรักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่เสมอจนมีเสียงขจรขจายไปทั่วทุกทิศ ไม่ว่าจะป่วยไข้หรือถูกกระทำมาท่านช่วยรักษาให้หายได้ทั้งสิ้น ส่วนด้านการพัฒนาวัดท่านก็ได้บูรณปฏิสังขรณ์วัดจนเจริญรุ่งเรืองมาโดยตลอด ท่านสร้างพระไตรปิฎกและหอพระไตรกลางน้ำ สร้างกุฏิสงฆ์ และจัดระเบียบใหม่ทั้งหมด สร้างพระเจดีย์องค์ใหญ่ที่วัดตลุก ในปีพ.ศ.2461 ท่านดำริจะสร้างศาลาหลังใหม่ ก็มีชาวบ้านช่วยกันร่วมสร้าง ท่านก็ต้องไปซื้อไม้มาจากนครสวรรค์

ขณะที่ท่านไปนครสวรรค์นั้น พอดีกับเศรษฐีใหญ่ของนครสวรรค์ชื่อสมบุญล้มป่วยอยู่ รักษาอย่างไรก็ไม่หายจนต้องตั้งสินบนให้กับผู้ที่รักษาให้หายได้ถึง 10 ชั่ง แต่ก็ไม่มีผู้ใดรักษาให้หายได้ ญาติๆ ของเศรษฐีผู้นั้นได้ข่าวว่าหลวงพ่ออ่ำขึ้นมาที่นครสวรรค์ และกิตติศัพท์ความเก่งของหลวงพ่ออ่ำจึงพากันไปนิมนต์หลวงพ่ออ่ำ ท่านก็รับรักษาให้ หลวงพ่ออ่ำท่านก็ได้นำยาในย่ามของท่านฝนให้กินอยู่ไม่กี่ครั้งปรากฏว่าอาการดีขึ้น และอีกไม่กี่วันก็หายสนิท เศรษฐีสมบุญเกิดศรัทธาและทราบว่าหลวงพ่ออ่ำท่านกำลังจะสร้างศาลา จึงได้ถวายเงินหลายสิบชั่งและถวายเรือสำเภาลำใหญ่เพื่อให้เอาไม้มาทำศาลาด้วย

เรื่องราวอภินิหารของหลวงพ่ออ่ำนั้นมีมากมายหลายเรื่องมาก ทั้งเรื่องวาจาสิทธิ์ของท่านชาวบ้านแถบสรรพยาต่างรู้กันดีและเลื่อมใสในตัวท่านมาก ในปีพ.ศ.2467 หลวงพ่ออ่ำท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสถิตสมณวัตร บรรดาลูกศิษย์และชาวบ้านจึงขออนุญาตท่านสร้างเหรียญที่ระลึกเพื่อแจกให้แก่ศิษย์และชาวบ้านในงานฉลองสมณศักดิ์ ท่านก็อนุญาตให้สร้างได้เป็นรูปท่านนั่งเต็มองค์ เหรียญรุ่นนี้จึงถือเป็นเหรียญรุ่นแรกและรุ่นเดียวที่สร้างทันท่านครับ ต่อมาวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2468 หลวงพ่ออ่ำท่านก็ได้มรณภาพด้วยอาการสงบ สิริอายุได้ 71 ปี

พฤศจิกายน 15, 2015

หลวงพ่อโต วัดวิหารทอง อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท

Published Post author

99110
เราจะคุยกันถึงพระเกจิอาจารย์ของอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ซึ่งท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีผู้เคารพนับถือเลื่อมใสท่านมาก คือหลวงพ่อโต วัดวิหารทอง ท่านเป็นพระสงฆ์ที่เข้มขลังในวิทยาคมมากรูปหนึ่งของจังหวัดชัยนาท

วัดวิหารทอง ตั้งอยู่ที่ตำบลเที่ยงแท้ อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท วัดอยู่ติดกับแม่น้ำน้อย อยู่ใกล้กับที่ว่าการอำเภอสรรคบุรี เดิมเป็นวัดโบราณอยู่ในกำแพงเมืองสรรค์ ในสมัยอยุธยาตอนปลาย ต่อมากลายสภาพเป็นวัดร้าง ในสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้ปกครองเมืองสรรค์ ชื่อหลวงวัง และนายสอน ได้นำวัวมาเลี้ยงในบริเวณนี้และพบองค์พระเจดีย์เก่าแก่ ภายหลังนายสอนได้บวช และมาจำพรรษาที่องค์พระเจดีย์ร้าง แล้วก็ได้ช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์จนเป็นวัดขึ้น และมีเจ้าอาวาสสืบต่อๆ กันมาจนถึงปัจจุบันนี้

ประวัติหลวงพ่อโต ท่านเกิดที่ตำบลดงคอน อำเภอสรรคบุรี เมื่อปีพ.ศ.2401 โยมบิดาชื่อเงิน โยมมารดาชื่อปุ้น เมื่อท่านอายุได้ 7 ขวบ ได้บรรพชาเป็นสามเณร และเมื่ออายุได้ 20 ปีบริบูรณ์ ท่านจึงได้อุปสมบทที่วัดท่าทวน อำเภอสรรคบุรี โดยมีพระอุปัชฌาย์อ่วม เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่ออุปสมบทแล้วท่านได้เดินทางมาศึกษาบาลีสันกฤตที่วัดสามปลื้ม กทม. ต่อมาภายหลังจึงได้กลับมาจำพรรษาอยู่ที่ วัดวิหารทอง อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ระหว่างนี้ท่านก็ได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานและวิทยาคมกับพระอุปัชฌาย์อ่วม หลวงพ่อเฒ่า วัดค้างคาว หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลังจากที่หลวงพ่อเมฆ เจ้าอาวาสวัดวิหารทองมรณภาพ ชาวบ้านต่างพร้อมใจกันนิมนต์หลวงพ่อโต ขึ้นเป็นเจ้าอาวาสสืบแทนต่อมา

เมื่อท่านได้เป็นเจ้าอาวาสแล้วท่านก็ได้บูรณปฏิสังขรณ์ และพัฒนาวัดวิหารทอง และวัดอื่นๆ จนมีความเจริญรุ่งเรือง โดยท่านเป็นศูนย์รวมใจของชาวบ้านสร้าง มณฑปพระ พุทธบาทจำลอง วัดวิหารทอง ศาลาการ เปรียญวัดบ้านเชี่ยน สร้างพระอุโบสถ วิหาร หอประชุม ศาลาการเปรียญ วัดดงคอน ศาลาการเปรียญวัดสระแก้ว ศาลาการเปรียญวัดนก ศาลาการเปรียญวัดบางขุด ศาลาการเปรียญวัดท่าโบสถ์ ศาลาการเปรียญวัดมหาธาตุ ศาลาการเปรียญวัดกำแพง ศาลาการเปรียญวัดสระไม้แดง เป็นต้น

ท่านได้ช่วยสร้างความเจริญให้แก่วัดต่างๆ มากมาย หลวงพ่อโต ท่านเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่ มีตบะแก่กล้า พูดน้อย และมีวาจาสิทธิ์ เรื่องวาจาสิทธิ์ของท่านนั้นเป็นที่ทราบกันดีของชาวบ้าน

ซึ่งก็มีเรื่องอยู่มากมาย เช่น มีชาวบ้านถูกโจรกระตุกสร้อยคอ แล้วมาบอกหลวงพ่อ ท่านบอกว่า “ไม่หาย มันเอาไปไม่ได้” ปรากฏว่าอีกสักพักใหญ่คนร้ายได้วิ่งเข้ามาในวัด และเอาสายสร้อยมาคืนเจ้าของ เข้าใจว่าคนร้ายไปไหนไม่ได้หรืองงงวยจนทำอะไรไม่ถูกจึงนำสร้อยกลับมาคืนที่วัด

อีกครั้งหนึ่ง ที่วัดโพธิ์ทองนิมนต์ท่านไปงานวัดโพธิ์ทอง เมื่องานเลิก ก็มีคนมาแจ้งกับหลวงพ่อว่าจักรยานหาย หลวงพ่อโตท่านก็ว่า “เดี๋ยวมันก็ขี่กลับมาเอง” และบอกให้ชายคนนั้นนั่งรอ ปรากฏว่าประมาณครึ่งชั่วโมง ขโมยได้ขี่จักรยานเข้ามาในวัด กรรมการวัดจึงจับตัวไว้ได้

เรื่องไฟไหม้บ้านผู้ใหญ่โต๊ะ เนื่องจากวัดมีงานและชาวบ้านจุดตะไลแต่ ตะไลไม่ขึ้นกลับวิ่งข้ามแม่น้ำไปตกบนหลังคาบ้านผู้ใหญ่ ไฟไหม้โหมแรงมาก กำลังจะลามไปติดบ้านชาวบ้านอีกหลายหลัง กรรมการวัดรีบวิ่งไปบอกหลวงพ่อ ท่านจึงลงมาดู และท่านได้ใช้ผ้าแดงโบก 3 ครั้ง แล้วพูดว่า “เอาแต่หลังเดียว” ปรากฏว่าไฟค่อยๆ ดับลงโดยไม่ลามไปติดบ้านหลังอื่นๆ วันรุ่งขึ้นหลวงพ่อได้นำไม้สัก หลังคาไปให้ผู้ใหญ่สร้างบ้านใหม่

หลวงพ่อโต ท่านได้สร้าง เครื่องรางของขลัง และ วัตถุมงคลไว้หลายอย่าง เช่น ตะกรุดผ้ายันต์ เสื้อยันต์มงคลแขน โดยท่านจะเขียนยันต์เป็นภาษาไทย ซึ่งต่างจากเกจิอาจารย์ท่านอื่นๆ การสร้างพระเครื่องนั้นท่านก็ได้สร้างไว้ เช่น เหรียญพระพุทธปางลีลาเนื้อทองเหลืองมีหูในตัว พระพิมพ์เนื้อตะกั่ว ทั้งพิมพ์นั่งและยืน นอกจากนี้ยังมีเหรียญรุ่นแรกรุ่นเดียวเป็นรูปท่านครึ่งองค์ ปัจจุบันหาชมยาก หลวงพ่อโตท่านมรภาพเมื่อปีพ.ศ.2485 สิริอายุได้ 84 ปี พรรษาที่ 63

พฤศจิกายน 15, 2015