Category Archives: พระเครื่องดี

ธรรมะคืออะไร

Published Post author

76896785

ธรรมะคืออะไร จากตำราที่ทางกระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้นักเรียนเรียนนั้นบอกว่า ธรรมะคือ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าธรรมะมีความหมายแต่เพียงเท่านี้ คิดว่ามันจะสำเร็จประโยชน์อะไรที่ตรงไหน และอย่างได้เข้าใจไปว่าธรรมะนี้พระพุทธเจ้ากำหนดขึ้นมาเพื่อให้เป็นกฎ แต่จริงแล้วธรรมะนี้เป็นธรรมชาติ คือมีอยู่เองแล้ว มิได้มีใครสร้างขึ้น เพียงแต่พระพุทธเจ้าทรงฝึกฝนอบรมตนจนตรัสรู้ในตัวธรรมชาตินี้ทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วนำออกมาเปิดเผยเท่านั้น ธรรมะคือธรรมชาติ ธรรมะคือตัวกฎของธรรมชาติ ธรรมะคือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ธรรมะคือผลของหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ

ธรรมะคือธรรมชาติ ธรรมชาตินั้นรวมทุกสิ่งทุกอย่าง แม้มนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเหมือนกัน ในความคิดของคนส่วนใหญ่แล้ว มักจะแยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติ จนมีความคิดที่จะพิชิตธรรมชาติหรือเอาชนะธรรมชาติ อยู่เหนือธรรมชาติ อย่างพวกตะวันตกนั้นเขามีความคิดอย่างนี้ เขาจึงพยายามพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆหมายเอาชนะธรรมชาติให้ได้ อากาศมันร้อนนักก็สร้างเครื่องทำความเย็นขึ้นมา ถ้าอากาศมันหนาวนักก็สร้างเครื่องทำความร้อนขึ้นมา และอื่นๆอีกมากมาย พวกเขามีความรู้สึกว่ากำลังเอาชนะธรรมชาติได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วเขาเพียงสามารถป้องกันความร้อนจากธรรมชาติได้ในระดับหนึ่ง เท่านั้น ซึ่งเป็นส่วนน้อยนิดเดียว เพียงในห้องเล็กๆ หรือในตึกเท่านั้น แต่กลับทำให้เกิดปัญหาอันใหญ่หลวงขึ้นมา เครื่องทำความเย็นนี้ทำให้โลกมีความร้อนมากยิ่งขึ้นไปทุกทีๆ เพราะสารซีเอฟซีที่ปล่อย ออกมา ก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจก

ธรรมะคือตัวกฎของธรรมชาติ ทุกสิ่งทุกอย่างจะดำเนินไปตามกฎธรรมชาติ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็จะเติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาว แล้วก็เปลี่ยนแปลงเข้าสู่วัยชรา และในที่สุดก็จะตายลง เมื่อมีเกิดก็ต้องมีตาย ถ้าไม่เกิดก็ไม่ตาย ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีเหตุ เมื่อมีเหตุเป็นตัวเริ่มแล้วก็จะดำเนินไปตามกฎธรรมชาติ เมื่อมีเหตุให้เกิด การเกิดนี้ก็เป็นเหตุให้มีความดับไปเป็นธรรมดา แม้แต่จักรวาลทั้งหลายก็เป็นไปตามกฎของธรรมชาติด้วยทั้งสิ้น

ธรรมะคือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ อาจจะยังมีความสงสัยอยู่ว่าหน้าที่ตามกฎธรรมชาติเป็นอย่างไร หน้าที่คือการกระทำที่ ถูกต้อง อาจจะยังสงสัยต่ออีกว่าถูกต้องอย่างไร ก็ถูกต้องแก่ความเป็นมนุษย์ แล้วแก่ความเป็นมนุษย์อย่างไร ก็แก่ความเป็นมนุษย์ทุกขั้นทุกตอน แล้วมันทุกขั้นทุกตอนอย่างไรล่ะ ก็ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของตนๆนั่นอย่างไรล่ะ ถ้าเราเข้าใจธรรมะได้อย่างนี้ จะสำเร็จประโยชน์มากกว่าที่ว่าธรรมะคือคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้า ขอให้ช่วยจำกันเอาไว้ว่า ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือการกระทำที่ถูกต้องแก่ความเป็นมนุษย์ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการ ของตนๆ

ธรรมะคือผลของหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ก็เป็นผลที่ได้รับจากการทำหน้าที่ เป็นครูเป็นอาจารย์ ก็ทำหน้าที่ของครูของอาจารย์ให้ถูกต้อง ก็จะได้ผลออกมาดีถูกต้องคือได้ลูกศิษย์ที่ดีมีคุณธรรม มีคุณภาพ เป็นเจ้าหน้าที่การเงินก็ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง เป็นชาวนาชาวสวนก็ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง เป็นหมอแพทย์ และอื่นๆ ก็ทำหน้าที่ให้ถูกต้อง เมื่อทำหน้าที่อย่างถูกต้องแล้ว ก็จะไม่มีการคดโกงเลย เพราะว่ามันไม่ได้มีหน้าที่คดโกง มีหน้าที่ในการทำผลงานออกมาให้ดีให้ถูกต้องที่สุด นี่แหละผลของการทำหน้าที่ให้ถูกต้อง ก็จะได้ผลที่ถูกต้องเป็นที่หน้าพอใจอย่างที่สุด

สิงหาคม 17, 2016

ธรรมะ หรือ คำสั่งเสียของหลวงตามหาบัว ที่ให้ไว้ก่อน ละสังขาร

Published Post author

968482

ธรรมะ หรือ คำสั่งเสียของหลวงตามหาบัว ที่ให้ไว้ก่อน ละสังขาร

“มือของครูอาจารย์ กับมือของลูกศิษย์ลูกหา
ญาติมิตรเพื่อนฝูง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ใช้แทนกันได้ ไว้ใจกันได้”

สิงหาคม 17, 2016

สุขทุกลมหายใจ

Published Post author

784541112111212112
ตราบใด ที่เรายังมีลมหายใจ ความสุข ก็หาใช่สิ่งไกลตัวไม่ ที่จริงแล้ว ความสุขอยู่ที่ลมหายใจนั้นเอง เพียงแค่ น้อมจิตมาอยู่ที่ลมหายใจทั้งเข้า และออก รับรู้สัมผัสที่ปลายจมูก เบา ๆ พร้อมกับวางความนึกคิดทั้งปวง ก็จะสัมผัสได้ ถึงความสงบเย็น โปร่ง โล่ง เบา สบาย

ความสุขนั้น มีอยู่กับเราตลอดเวลา เป็นแต่เรามองไม่เห็นเอง เพียงแค่หันมาชื่นชมสิ่งที่เรามีอยู่ ก็เป็นสุขได้ไม่ยาก หลายครา เรามัวนึกถึงสิ่งที่ตนยังไม่มี หรือสิ่งที่สูญเสียไป ความทุกข์ จึงกลุ้มรุมจิตใจ และเมื่อใด ที่หวนอาลัยอดีต หรือกังวลกับอนาคต ใจก็ปิดรับความสุขในปัจจุบันขณะทันที ไม่ต้องมองหาความสุขที่ไหน แค่เปิดใจรับรู้สิ่งดี ๆ ที่มีอยู่รอบตัว รวมทั้งหยั่งใจให้สัมผัสถึงความสงบเย็นภายใน ก็จะพบสิ่งที่แสวงหามาช้านาน

ในยามที่จิตใจเป็นทุกข์ เพียงแค่เป็นมิตรกับลมหายใจ ก็จะพบว่าลมหายใจสามารถดับความรุ่มร้อนภายใน ปลดเปลื้องความหนักอึ้งไปจากจิตใจ มีความโปร่งเบามาแทนที่ “ความสุขนั้นมีอยู่กับเราแล้วทุกขณะ หากวางใจให้เป็นก็เห็นความสุขได้ไม่ยาก”

กรกฎาคม 10, 2016

ทุกข์ที่สุดอยู่ที่ไหน ขุมทรัพย์ก็มีอยู่ที่นั่น

Published Post author

85465127

ทุกข์ที่สุดอยู่ที่ไหน สุขที่สุดมันก็อยู่ที่นั่น นี่เป็นความจริง เมื่อ มีความทุกข์ หยุดทำ หยุดพูด หยุดคิด ตั้งสติใช้ปัญญา อาศัยอดทน อดกลั้น หยุดทุกสิ่งทุกอย่างไว้ก่อน ไม่ต้องคิดที่จะแก้ปัญหาภายนอก กำหนดรู้ลมหายใจออกยาวๆ ลมหายใจเข้าลึก ๆ ให้มีสติ มีความรู้สึกตัวกับลมหายใจเข้า ลมหายใจออกติดต่อกัน ต่อเนื่องกัน มีสมาธิตั้งมั่นกับลมหายใจ ปล่อยวางความรู้สึกที่ไม่ดี ปล่อยวางจิตใจให้ว่าง ๆ

ว่างจากอดีต ว่างจากอนาคต ว่างจากความไม่สบายใจ เหลือแต่จิตที่มีแต่ความรู้สึกตัว เบิกบานใจ โอปนยิโก น้อมเข้าไปหาธรรมชาติของจิตที่เ​ป็นประภัสสร บริสุทธิ์ผ่องใส เมื่อจิตสงบสบายแล้ว จึงค่อย ๆ คิดแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา เมื่อจิตใจดี สบายใจทุกอย่างแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น ให้มีความหวัง กำลังใจที่จะต่อสู้ ไม่ว่าจะมีวิกฤติหรือเหตุการณ์ใ​ดเกิดขึ้นกับเรา สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือรั​กษาใจของเราให้ดี ให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นคุณธรรมประจำใจของเรา

เทศนาธรรมโดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

กรกฎาคม 10, 2016

พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร

Published Post author

9873333

ประวัติพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เป็นพระที่มีเมตตา จนได้รับการยกย่องเป็นเทพเจ้าแห่งอีสาน ไม่ว่าท่านจะไปอยู่ ณ ที่ใด ผู้คนพากันไปกราบไหว้ท่านด้วยความเคารพ และพระอาจารย์ฝั้น อาจาโรจะต้อนรับทุกคนอย่างเสมอหน้ากัน ไม่มีเด็กไม่มีผู้ใหญ่ ไม่มีคนจนคนรวย ไม่มีข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยทุกคนได้รับความเมตตาเอื้ออาทรเสมอหน้ากันทุกคน ท่านไม่เคยต้อนรับใครเป็นพิเศษ ท่านจึงเป็นพระของประชาชน พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เดิมชื่อฝั้น สุวรรณรงค์ เกิดวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๒ ที่ตำบลพรรณานิคม อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร บิดาชื่อเจ้าไชยกุมาร (เม้า) สุวรรณรงค์ มารดาชื่อ นุ้ย สุวรรณรงค์ มีพี่น้อง ๘ คน พระอาจารย์ ฝั้น อาจาโรเป็นบุตรคนที่ ๔ ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดโพนทอง บ้านบะทอง ตำบลพรรณานิคม อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร โดยประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๑ และในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ พระอาจารย์ ฝั้น อาจาโร มีอายุครบอุปสมบทเป็นพระในฝ่ายมหานิกาย มีพระครูป้อง (ป้อง นนทเสน) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์นวล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์สังข์เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ที่วัดสุทธิบังคม ตำบลไร่ อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ท่านได้จำพรรษาอยู่วัดสุทธิบังคม เมื่อออกพรรษาท่านมาอยู่ที่วัดโพนทอง บ้านบะทอง กับพระอาญาครูธรรม บ้านเกิดของท่านและได้ปฏิบัติฝึกกรรมฐานภาวนาครั้งแรกกับพระอาญาครูธรรม พระอาจารย์ฝั้นได้พบกับพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ ที่วัดป่าภูไทสามัคคี พร้อมด้วยพระอาญาครูดี และภิกษุกู่ ธัมมทินโน พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พร้อมทั้งคณะถวายตัวเป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ต่อมาพระอาจารย์ฝั้น อาจาโรและคณะได้พบกับ พระอาจารย์ดูลย์ อตุโล ที่วัดโพธิ์ชัย บ้านม่วงไข่ ตำบลพรรณานิคม อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ได้ศึกษาวิธีฝึกจิตภาวนาเบื้องต้น ต่อมาพระอาจารย์ดูลย์ อตุโล ได้นำพระอาจารย์ฝั้น อาจาโรและคณะไปพบกับพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ที่บ้านตาลโกน ตำบลตาลเนิ้ง อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ท่านได้ศึกษาอุบายวิธีการภาวนาจากพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตอย่างลึกซึ้งและได้ไปพบกับพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล แนวป่าที่บ้านหนองดินดำ ใกล้บ้านตาลโกน และไปพบพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ที่บ้านหนองหวาย ท่านได้ศึกษาปฏิบัติธรรมและต่อมาพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ออกจากสำนักของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตไปวิเวกที่พระพุทธบาทบัวบก อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขามีความเงียบสงบ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ได้เปลี่ยนนิกายใหม่เป็นธรรมยุติกนิกาย เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ ที่วัดโพธิสมภรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มีท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ เป็นอุปัชฌาย์ พระอาจารย์รถ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์มุก เป็นอนุสาวนาจารย์ ในพรรษาที่ ๑ ท่านได้เปลี่ยนนิกาย ญัตติเป็นธรรมยุต ได้อยู่กับพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ที่วัดอรัญญวาสี อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เมื่อออกพรรษาพระอาจารย์ฝั้น อาจาโรท่านได้เที่ยวบำเพ็ญเพียรแสวงหาความวิเวก ตามป่าช้า ป่าชัฏ ตามถ้ำ ภูเขา ป่า ไปตามจังหวัดอุดรธานี นครพนม อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ มุกดาหาร ขอนแก่น นครราชสีมา กรุงเทพฯ เชียงใหม่ หนองคาย เมืองเชียงตุง เป็นต้น ท่านเป็นพระที่มีความเคารพอ่อนน้อมกับพระเถระผู้ใหญ่ที่เป็นครูบาอาจารย์มาก ถ้าท่านไปอยู่กับพระอาจารย์รูปใดหรือหมู่ใดจะไม่ได้รับความหนักใจ ท่านจะปฏิบัติด้วยความเคารพและเลื่อมใสในพระธรรมวินัย ด้วยความมั่นคงอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา พระอาจารย์ฝั้น อาจาโรเป็นพระที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและใจดี เป็นที่รักของคนทั่วไป วาระสุดท้ายของพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้มาถึงในวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๐ เวลา ๑๙.๕๐ น. พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ได้มรณภาพที่วัดป่าอุดมสมพร ตำบลพรรณานิคม อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร รวมอายุได้ ๗๘ ปี ในสมัยที่พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร มีชีวิตอยู่ มักสอนศิษย์เสมอ ๆ ว่า ทุกคนจะต้องเข้ามหายุทธสงครามสักวันหนึ่ง คือการต่อสู้กับมัจจุราช เมื่อถึงวันนั้นแต่ละคนจะต้องสู้เพื่อตนเอง และสู้โดยลำพัง ผู้ที่สู้ได้ดีจะไปดี คือไปสุคติ ผู้ที่เพลี่ยงพล้ำจะไปร้ายคือไปสู่ทุคคติ อาวุธที่จะใช้ต่อสู้มีสิ่งเดียวคือสติ ซึ่งสร้างสมได้ด้วยจิตภาวนา คำสอนที่เป็นอมตะที่พระอาจารย์ฝั้นมักสอนอยู่เสมอ ๆ เกี่ยวกับเรื่องจิตเป็นหลัก

มิถุนายน 3, 2016

หลวงพ่อดำ วัดตุยง

Published Post author

456788544111

พระราชพุทธิรังษี (หลวงพ่อดำ) เป็นพระสงฆ์ที่ชาวไทยพุทธเลื่อมใสศรัทธาว่าท่านเป็นพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย และมีวาจาศักดิ์สิทธิ์

ปัจจุบันทางวัดมุจลินทวาปีวิหาร (วัดตุยง) ได้สร้างศาลาประดิษฐานรูปปั้นหลวงพ่อดำเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้เคารพสักการะ

หลวงพ่อดำ มีนามเดิมว่า ดำ นามสกุล จันทรักษ์ เกิดวันเสาร์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๓๗ ที่ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา บิดามีนามว่า หลวงจรานุรักษ์เขตร (พลับ จันทรักษ์) มารดามีนามว่า นางพ่วนเหนี่ยว จันทรักษ์ เด็กชายดำ จันทรักษ์ เริ่มการศึกษาที่บ้าน โดยเรียนกับบิดาจนอ่านออกเขียนได้ จนถึงอายุได้ ๑๙ ปี จึงบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดนาทับ ได้ศึกษาหนังสือขอม ทั้งขอมไทยและขอมบาลีจนเชี่ยวชาญ ระหว่างที่เป็นสามเณรได้เกิดอาพาธจึงได้ลาสิกขาชั่วคราว เหตุผลเพราะยาโบราณต้องผสมสุรา

เมื่อหายอาพาธแล้วจึงได้กลับมาอุปสมบทในขณะที่มีอายุ ๒๒ ปี ได้นามฉายาครั้งแรกว่า “นนฺทิยมาโน” ต่อมาได้เดินทางไปกรุงเทพฯ โดยได้ไปจำวัดที่วัดบวรนิเวศวิหาร สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ (หม่อมเจ้าภุชงค์) วัดราชบพิธ ได้ทรงเปลี่ยนนามฉายาให้ใหม่เป็น “นนฺทิโย” ซึ่งเป็นคำนาม แปลว่า “ผู้เป็นที่ตั้งแห่งความเพลิดเพลิน” แล้วทรงฝากให้ศึกษาพระปริยัติธรรมทั้งแผนกสามัญและแผนกบาลีที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ โดยมิได้เข้าสอบสนามหลวง โดยท่านได้เดินทางกลับปัตตานีอีกครั้ง

มาประจำอยู่ที่วัดมุจลินทวาปีวิหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี และได้เปิดสอนนักเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม ขึ้นที่วัดมุจลินทวาปีวิหาร โดยท่านสามารถสอบนักธรรมชั้นตรีได้ ซึ่งข้อสอบทุกวิชาจะมีวิชาละ ๑๔ ข้อ (ต่อมา พ.ศ. ๒๔๘๐ เปลี่ยนข้อสอบเหลือเพียง ๗ ข้อเท่านั้น) ใครสอบผ่านได้จะต้องใช้ความเพียรและใข้สติปัญญาอย่างมาก หลวงพ่อดำ จำพรรษาที่วัดมุจลินทวาปีวิหารตลอดมา จนถึงวาระมรณภาพ โดยมีตำแหน่งและสมณศักดิ์ต่างๆ ดังนี้

วันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๔ เป็นฐานานุกรมของพระครูพิบูลย์สมณวัตร (หลวงพ่อชุม) เจ้าอาวาสวัดมุจลินทวาปีวิหารที่ “พระใบฎีกา”

วันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๖ พระเทพญาณโมลี เจ้าคณะจังหวัดปัตตานี ได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “เจ้าคณะหมวดตุยง”

วันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ พระเทพญาณโมลี เจ้าคณะจังหวัดปัตตานี ได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “ผู้ช่วยเจ้าคณะแขวงตุยง”

วันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์สัญญาบัตรเป็นที่ “พระครูกนิตสมณวัตร”

วันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการในตำแหน่งสาธารณูปการจังหวัดปัตตานี

วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์สัญญาบัตรเป็นพระราชาคณะ (เจ้าคุณ) ชั้นสามัญที่ “พระมุจลินทโมลี”

วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะจังหวัดปัตตานี

วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์สัญญาบัตรเป็นพระราชาคณะ ชั้นราชที่ “พระราชพุทธิรังษี”

พระราชพุทธิรังษี หรือหลวงพ่อดำ ได้บริหารคณะสงฆ์และงานก่อสร้างสังฆเสนาสนะตลอดถึงงานทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยประหนึ่งปาฏิหาริย์ ทั้งนี้เป็นเพราะปาฏิหาริย์ประพฤติดีประพฤติชอบ โดยงานก่อสร้างแม้จะเต็มมือ แต่ก็ยังคงปฏิบัติสมณกิจอย่างสม่ำเสมอ และท่านยังได้เดินจงกรมตั้งแต่เวลา ๑๙.๐๐ – ๒๒.๐๐ น. เป็นประจำ อีกทั้งยังเข้าห้องนั่งสมาธิตลอดมาจนถึงวาระสุดท้าย ท่านได้มรณภาพเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗ รวมอายุได้ ๙๐ ปี พุทธศาสนิกชนส่วนมากเรียกท่านว่า “หลวงพ่อดำ” ชาวพุทธจากที่ต่างๆ เมื่อเดินทางมาจังหวัดปัตตานี มักแวะมาเคารพสักการะรูปเหมือนหลวงพ่อดำที่วัดมุจลินทวาปีวิหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ด้วยความรู้สึกที่เลื่อมใสศรัทธาตลอดมา

มิถุนายน 3, 2016

หลวงพ่อวัน วัดประสิทธิชัย

Published Post author

images4567867

หลวงพ่อวัน มะนะโส
หลวงพ่อวัน มะนะโส เกจิอาจารย์ดังแห่งเมืองตรัง วัดประสิทธิชัย (ท่าจีน) อ.เมือง จ.ตรัง

ในพื้นที่ย่านเมืองตรังลูกเล็กเด็กแดงที่นับถือศาสนาพุทธไม่มีใครที่ไม่รู้จัก “หลวงพ่อวัน” วัดท่าจีน แม้ว่าจะไม่เคยเห็นรูปร่างหน้าตาท่านก็ตามที ชื่อเสียงกิตติคุณของหลวงพ่อวันก็โด่งดังไปทั่ว ชาวเมืองตรังให้ความเคารพศรัทธาท่านเสมอมา จวบจนทุกวันนี้แม้เด็กๆ ก็ยังรู้จัก “หลวงพ่อวัน” เพราะผู้ใหญ่บอกกล่าวและให้ความเคารพนับถือ พลอยให้ลูกเล็กเด็กแดงรู้จัก “หลวงพ่อวัน” ไปด้วย
หลวงพ่อวัน มะนะโส ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ดังที่มีชื่อเสียงมาก หลวงพ่อท่านเป็นชาวบ้านโคกแตร้ ตำบลควนขัน อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง นามเดิมว่า “วัน” นามสกุล “มะนะโส” ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2421 ตรงกับวันอังคาร 3 ฯ 2 แรม 14 ค่ำ เดือนยี่ ปีขาล โยมบิดาชื่อ จอก โยมมารดาชื่อ คล้าย มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน ท่านเป็นบุตรคนหัวปลีของครอบครัว น้องอีก 2 คน ชื่อนายเคียง และนางสัม มะนะโส และมีพี่น้องต่างมารดาอีก 4 คน คือ ขุนสิทธิชัยภักดี (เวียง มะนะโส, นายหนูหมี, นายแป้น และนางแก้ว)
ในวัยเด็กท่านอยู่กับครอบครัวที่ประกอบอาชีพทำการเกษตรได้ระยะหนึ่ง จากนั้นทางบ้านก็ส่งให้ไปอยู่กับญาติที่บ้านป่าพะยอม อำเภอควนขนุน (ปัจจุบันเป็นอำเภอป่าพะยอม เมื่อปี พ.ศ.2543) จังหวัดพัทลุง แล้วญาติก็พาไปฝากให้อยู่กับ พระอธิการเรือง เจ้าอาวาสวัดป่าพะยอมให้ได้ศึกษาเล่าเรียนหนังสือไทย ขอม และเลขไทย จนอ่านออกเขียนได้เฉกเช่น เด็กวัดในชนบททั่วๆ ไป

หลวงพ่อวันเป็นเด็กวัด คลุกอยู่กับวัดมาตั้งแต่เด็กๆ จนกระทั่งอายุ 17 ปี พระอธิการเรือง สมภารวัดป่าพะยอมก็ให้ท่านบรรพชาเป็นสามเณร โดยมี พระครูกาชาด วัดป่าลิไลย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อบวชแล้วก็ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย ทำวัตร สวดมนต์ เรียนบาลีมูลกัจจายนะ และเรียนวิชาอาคมเวทย์มนต์ต่างๆ จากพระอาจารย์ แล้วก็ไปเรียนอยู่ในสำนักของอาจารย์ใหม่บ้าง
จวบจนกระทั่งอายุครบบวช 20 ปีบริบูรณ์ ท่านก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2441 ณ พัทธสีมาวัดป่าพะยอม อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง มี หลวงพ่อคง วัดบ้านมูล เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อใหม่ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงพ่อปล้อง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายา “จนฺทสรมหาเถร”
หลังจากบวชได้ 1 พรรษา ท่านก็ต้องการที่จะลาสิกขาบท แต่พระอาจารย์คือ ท่านอุปัชฌาย์คง ท่านห้ามไว้ว่ายังลาสิกขาไม่ได้ เพราะที่เล่าเรียนศึกษามายังไม่เพียงพอ ยังไม่ซาบซึ้งถึงหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาโดยแท้จริง ควรที่จะศึกษาในการที่จะเจริญสมถกัมมัฏฐานธรรม และวิปัสสนากัมมัฏฐาน พิจารณาในสติปัฏฐาน 4 ให้รู้แจ้งเห็นจริงในสัจจธรรม จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้เข้าถึงพระพุทธศาสนา
พระภิกษุวันในสมัยนั้นก็เชื่อ ไม่ลาสิกขาปฏิบัติธรรมตามที่พระอาจารย์บอกกล่าวด้วยความเคารพ ตั้งใจศึกษาปฏิบัติอย่างจริงจัง ในที่สุดก็เกิดความรู้สึกซาบซึ้งในรสพระธรรม ได้รู้ได้เห็นตามความเป็นจริงในสัจจธรรม เกิดความเชื่อมั่นในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง
จนกระทั่งพรรษาที่ 3 ท่านได้บอกลาพระอาจารย์มาเยี่ยมโยมบิดา-มารดา และญาติพี่น้องของท่านที่บ้านท่าจีน (ทุกวันนี้ชื่อบ้านท่ากลาง) โยมบิดามารดาตลอดจนญาติพี่น้องเห็นท่านมาเยี่ยมก็ดีใจ ต่างก็พร้อมใจกันอาราธนาให้ท่านมาจำพรรษาอยู่ที่วัดประสิทธิชัย ในสมัยนั้นเรียกว่า “วัดปอร์น หรือ “วัดท่าจีน” เพื่อให้ท่านได้อยู่ใกล้บ้านใกล้ญาติพี่น้อง หลวงพ่อก็กลับไปลาพระอุปัชฌาย์มาจำพรรษาอยู่ที่วัดประสิทธิชัย ขณะนั้นมี พระอธิการเวียง วิริโย(ขุนสิทธชัย ภักดี) ผู้มีฐานะเป็นน้องต่างมารดา ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด พอหลวงพ่อวันไปจำพรรษาอยู่ พระอธิการเวียงก็ขอลาสิกขาเพราะท่านอาพาธหนัก กลับไปอยู่ที่บ้านให้ญาติพี่น้องคอยดูแลรักษา
หลวงพ่อวันได้อยู่รักษาการตำแหน่งเจ้าอาวาสอยู่ 1 ปี พอปี พ.ศ.2445 ท่านก็ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดประสิทธิชัย หรือวัดปอร์น ในสมัยนั้น เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน
อันว่า วัดประสิทธิชัย ชื่อเดิมว่า “วัดปอร์น” หรืชาวบ้านมักเรียกกันว่า “วัดท่าจีน” สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย อยู่ในเขตปกครองคณะสงฆ์ตำบลนาโต๊ะหมิง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ตั้งอยู่ที่บ้านท่าจีน เลขที่ 300 ถนนท่ากลาง ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 20 ไร่ 1 งาน 42.5 ตารางวา พื้นที่ตั้งวัดอยู่ใกล้แม่น้ำตรัง เมื่อถึงฤดูฝนในลำธารต่างๆ เต็มไปด้วยน้ำไหลลงสู่แม่น้ำตรัง น้ำมักจะท่วมถึงวัดตลอด ทำให้ต้องถมพื้นที่บริเวณวัดและยกพนังกั้นน้ำให้สูงขึ้น ปัจจุบันชุมชนท่าจีนโดยรอบวัด ได้รับการพัฒนาเส้นทางคมนาคมให้มีความเจริญไปมาหาสู่กับวัดประสิทธิชัยได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งต่างจากสมัยก่อนการไปมาหาสู่ค่อนข้างลำบาก
วัดประสิทธิชัยนั้น ประวัติความเป็นมาของการสร้างวัด เท่าที่สืบทราบจากหลักฐานบางอย่างยืนยันว่า เดิมชื่อวัดปอร์น มีลายแทงให้มีการขบคิดกันมาแต่โบราณ จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีใครคิดได้ มีความว่า
“วัดปอร์น มีควนปลาคลัก เชือกสั้นไม่ให้สาว เชือกยาวไม่ให้ชัก มีกาจับหลัก มีจักรทั้งคู่ ผู้หญิงนอนหงาย ผู้ชายนอนคู้ ผู้ใดคิดรู้กินไม่รู้สิ้นเอย”
ท่านผู้อ่านจะช่วยขบคิดไขปริศนาด้วยก็ได้ เผื่อว่าคิดออกจะได้กินไม่รู้สิ้น หมายถึง ร่ำรวยทรัพย์เงินทองก็ได้ใครจะไปรู้
สำหรับคำว่า “ปอร์น” นั้น ปัจจุบันมีคลองปอร์นผ่านตลาดทับเที่ยง ผ่านวัดประสิทธิชัยไหลลงสู่แม่น้ำตรัง เรียกว่า “ปากคลองปอร์น” มีทุ่งปอร์นซึ่งเป็นทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ บางส่วนทางเทศบาลได้สร้างเป็นโรงฆ่าสัตว์ และเป็นที่ตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดตรัง ซึ่งเดิมก็เรียกอาณาบริเวณนี้ว่า ทุ่งปอร์นเช่นกัน อีกชื่อหนึ่งชาวบ้านจะเรียกกันว่า “ท่าจีน” เพราะเป็นที่อยู่ของชาวจีนจำนวนมาก
สมัยก่อนนั้นการคมนาคมไม่สะดวก ไม่มีทางรถไฟ รถยนต์ไปมาไม่สะดวก การสัญจรต้องอาศัยแม่น้ำตรังเป็นหลัก มีชาวจีนจากเมืองจีนมาตั้งหลักแหล่งทำมาค้าขายเป็นล่ำเป็นสัน อาศัยการคมนาคมทางน้ำ เรือสินค้าจากต่างประเทศและเกาะต่างๆ ทางประเทศตะวันตกก็บรรทุกสินค้าเข้า-ออก ไปมาค้าขายเป็นประจำ มีการจัดทำเป็นท่าเรือใช้ชื่อว่า “ท่าจีน” เพราะเป็นที่อยู่ของชาวจีน ต่อมามีการสร้างวัดขึ้นมาบริเวณนั้น จึงเรียกว่า “วัดท่าจีน” ไปด้วย
การก่อสร้างวัดเท่าที่เล่าสืบต่อกันมาว่า เมื่อครั้งที่มีการก่อสร้างพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีพวกชาวต่างประเทศและพวกชาวเกาะ นักแสวงบุญ ต้องการไปร่วมในการสร้างพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ โดยมาทางเรือผ่านเข้ามาตามลำน้ำตรัง เมื่อก่อนนี้เรียกแม่น้ำท่าจีน ระหว่างการเดินทางแวะพักอยู่ที่ท่าจีน จึงคิดว่าควรสร้างวัดไว้เป็นอนุสรณ์ ได้ร่วมกันกับชาวจีนที่อยู่ในพื้นที่สร้างวัดขึ้นมา ปรากฏหลักฐานที่พอจะยืนยันได้ก็คือ หินปะการัง เป็นชนิดที่มีอยู่ทั่วไปตามทะเล ตามพื้นที่ของวัดบางส่วนขุดลงไปจะพบหินปะการัง และปัจจุบันพื้นที่วัดยังมีรูปลักษณะคล้ายคนแก่ ชาวบ้านเรียกว่า “ยายไอ” มีผู้บนบานศาลกล่าวให้หายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่เสมอ
การสร้างและการบูรณะวัด เมื่อก่อน พ.ศ.2478 ศาสนวัตถุต่างๆ ชำรุดทรุดโทรมไปตามอายุกาล ได้มาพัฒนาถมพื้นที่ของวัดให้สูงขึ้นมีบริเวณกว้าง สร้างพนังกั้นน้ำขึ้นมาในภายหลัง
ลำดับสมภารปกครองวัดรูปที่ 1 ได้แก่ พระอธิการรอด จนฺทวณฺโณ จาก พ.ศ.2326 ถึง พ.ศ. 2336 รูปที่ 2 พระสมุห์ทองอินทร์ อินฺทวณฺโณ พ.ศ.2337 ถึง พ.ศ.2340 รูปที่ 3 พระครูวิเชียรนาวา พ.ศ.2341 ถึง พ.ศ.2380 รูปที่ 4 พระอธิการขาว สุวณฺโณ พ.ศ.2381 ถึง พ.ศ.2415 รูปที่ 5 พระอธิการเวียง วิริโย พ.ศ.2416 ถึง พ.ศ.2442 รูปที่ 6 พระบริสุทธศีลาจาร จนฺทสรมหาเถร (หลวงพ่อวัน มะนะโส) พ.ศ.2445 ถึง พ.ศ.2503 รูปที่ 7 พระมงคลสิทธิการ พ.ศ.2504 ถึง พ.ศ.2546 รูปที่ 8 พระครูศรีปัญญาภรณ์ พ.ศ.2547 ถึงปัจจุบัน
ย้อนกลับมาถึงเรื่องราวของหลวงพ่อวัน เมื่อได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสดูแลวัด ท่านก็จัดการงานบริหาร พัฒนาวัดให้รุ่งเรือง ก่อสร้างเสนาสนะต่างๆ ขึ้นมาตามลำดับ หลวงพ่อวันท่านเป็นพระที่มีเมตตาสูง พูดจาไพเราะ ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ตลอดเวลา เป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของผู้ที่ประสบพบเห็นและฟังคำแนะนำสั่งสอนจากท่าน มีความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย มีสมณสัญญา สันโดษ มัธยัสถ์ เคร่งครัดในสิกขาวินัย ยินดีในสิ่งที่ได้ ใช้ในสิ่งที่มี ยินดีและพอใจ ชอบช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้อื่นด้วยเมตตาธรรม และคุณลักษณะอื่นๆ อันเป็นส่วนสังคหธรรมปฏิบัติ เป็นที่เคารพนับถือยกย่องทางคณะสงฆ์และพุทธบริษัททั่วไปในฐานะปูชนียบุคคลและมีคุณธรรม
หลวงพ่อวันปกครองวัด ได้รับตำแหน่งต่างๆ สูงขึ้นตามลำดับ ปี 2549 ได้รับตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอห้วยยอด(เจ้าคณะแขวงอำเภอเขาขาวในสมัยนั้น) ปี 2469 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ปี 2479 เป็นรองเจ้าคณะจังหวัดตรัง และปี 2490 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าคณะจังหวัดตรัง และปี 2493 ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดตรัง ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เลื่อนเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระบริสุทธศีลาจาร คณะบริหารอริยวงศวาที สังฆปาโทกข์”
หลวงพ่อถึงแก่มรณภาพด้วยอาการสงบด้วยความชราภาพ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2503 เวลา 21.10 น. รวมอายุได้ 82 ปี 11 วัน สร้างความโศกเศร้าแก่ศิษยานุศิษย์เป็นอันมาก
หลวงพ่อวันท่านเป็นพระนักปฏิบัติเจริญวิปัสสนากรรมฐานอยู่เนืองนิตย์ ทำให้วิชาอาคมที่ท่านศึกษาเล่าเรียนมามีความเข้มขลังอยู่ตลอด จัดว่าท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองวิชามากในสมัยนั้น แม้ว่าท่านจะไม่อ้างอวดคุณวิเศษในตนเองอย่างใด แต่ลูกศิษย์หรือผู้ที่เคารพท่านก็ได้พบเห็นประสบการณ์มากมายจากหลวงพ่อ
ทางด้านวัตถุมงคลหลวงพ่อวันนั้น มีไม่กี่รุ่น ปัจจุบันหายากมาก ใครมีไว้ครอบครองต่างก็หวงแหนเป็นนักหนา

วัตถุมงคลรุ่นแรกเป็นเหรียญรูปไข่ เนื้อทองแดง สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2487

รุ่นสองสร้างเมื่อปี พ.ศ.2498

รุ่นสามสร้างเมื่อปี 2503 เป็นเหรียญสร้างแจกในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อ ใช้บล็อกรุ่นสอง

รุ่นสี่ คณะศิษย์จัดสร้าง ในปี พ.ศ.2516

รุ่นห้า สร้างปี พ.ศ.2520

และรุ่นหกสร้างปี 2530 เป็นเหรียญรูปไข่ เนื้อทองแดงทั้งสิ้น
เรื่องราวอัตชีวประวัติหลวงพ่อวัน มะนะโส พระเกจิอาจารย์ดังแห่งเมืองตรัง

มิถุนายน 3, 2016

หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม

Published Post author

หลวงพ่อคง ท่านเกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๒ เมษายน ๒๔๐๘ ตรงกับวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๕ ปีฉลู ณ บ้านสำโรง ปัจจุบันคือ ต.โรงหีบ อ.บางคณฑี จ.สมุทรสงคราม เป็นบุตรรักของ นายเกตุ กับ นางทองอยู่ ต่อมานามสกุลที่ท่านใช้คือ นามสกุล “จันทร์ประเสริฐ” ซึ่งเป็นต้นสกุลของหลวงพ่อคง

88988987789777777

เมื่ออายุได้ ๑๒ ปี โยมบิดาและโยมมารดาให้ท่านบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดเหมืองใหม่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ระหว่างเป็นสามเณรสนใจในวิชาเมตตามหานิยม พอใกล้บวชพระได้สึกจากสมเณร และได้ทดลองวิชาเมตตามหานิยมดูว่าจะขลังจริงหรือไม่ โดยเสกสีผึ้งละลายน้ำไปให้หญิงผู้หนึ่งซึ่งอยู่ทางใต้น้ำ ปรากฏว่า เย็นวันนั้น หญิงสาวหอบผ้าหอบผ่อนมาหาท่านถึงบ้าน และร้องไห้จะขออยู่ด้วยให้ได้ ทำให้วุ่นวายชี้แจงกันเป็นการใหญ่ จนมีอายุ ๑๙ ปี ก็ได้ลาสิกขากลับมาอยู่บ้าน เพื่อช่วยการงานของพ่อและแม่

พออายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ จึงได้ลาโยมบิดาและมารดา เพื่อเข้าอุปสมบท ณ วัดเหมืองใหม่ เมื่อปี ๒๔๒๗ โดยมี พระอาจารย์ด้วง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการจุ้ย วัดบางเกาะเทพศักดิ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการทิม วัดเหมืองใหม่ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้นามฉายาว่า “ธมมฺโชโต” อันแปลว่า เป็นผู้รุ่งเรืองโดยธรรม

หลวงพ่อคง หลังอุปสมบทแล้ว ได้จำพรรษาที่วัดเหมืองใหม่ จนกระทั่งพรรษาที่ ๒๑ ในปี ๒๔๔๘ ชาวบ้านใน ต.บางกะพ้อม ได้อาราธนาท่านมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบางกะพ้อม ด้วยตำแหน่งเจ้าอาวาสว่างลง

หลังจากที่ท่านได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบางกะพ้อม หลวงพ่อคงได้ทำการฟื้นฟู บูรณะปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุภายในวัด ซึ่งชำรุดทรุดโทรม ด้วยท่านมีฝีมือในการพัฒนาเป็นทุนเดิม จึงทำให้การสร้างความเจริญให้แก่วัดสำเร็จลุล่วงในเวลาอันสั้น หลวงพ่อคงได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลบางกะพ้อม และแต่งตั้งเป็น พระอุปัชฌาย์ ใน พ.ศ.๒๔๖๔ และท่านได้สร้างวัตถุมงคลหลายชนิดด้วยกัน เช่น

เหรียญรูปเหมือนรุ่นแรกสร้างในปี ๒๔๘๔ และเหรียญรุ่น ๒ สร้างในปี ๒๔๘๖ และเหรียญหล่อ อรุณเทพบุตร และเหรียญหล่อ หนุมานแบกพระสาวก เหรียญรุ่นแรกของท่านสร้างประมาณ ๓,๐๐๐ เหรียญ

เท่าที่พบเจอมี เนื้อทองแดงผสมทองเหลือง ถ้าในบางเหรียญที่ผ่านการใช้จะมีลักษณะเหมือนเหรียญฝาบาตร เหรียญสวยๆ เหรียญหนึ่งสนนราคา ๔-๖ แสนบาทแล้ว แพงน่าดู

ส่วนเหรียญที่ออกปี ๒๔๘๖ เรียกว่า “เหรียญปาดตาล” มีทั้งเนื้อเงิน ฉลุลงยา และเนื้อทองแดง เหรียญเงินสนนราคาสภาพสวยๆ ๘-๙ หมื่นบาท ส่วนเนื้อทองแดง ๒-๓ หมื่นบาท

เหรียญอรุณเทพบุตร เป็นเนื้อโลหะผสมหล่อด้านหลังเรียบ สวยๆ สนนราคา ๖-๘ หมื่นบาท และหนุมานแบกพระสาวก เป็นเหรียญหล่อที่สนนราคาประมาณ ๕-๖ หมื่นบาท

ส่วนเรื่องของปลอม ระบาดหนักมากสำหรับทุกรุ่นของหลวงพ่อคง ของเก๊หรือทำเลียนแบบทำได้ใกล้เคียงมาก ไม่ว่าจะเป็นเหรียญปั๊มหรือเหรียญหล่อ หากต้องการบูชาควรจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุด ให้เขารับประกันให้ดีกว่าไม่ต้องเสี่ยง แหมเกือบลืมบอกไป รุ่นแรกเหรียญ ๒๔๘๔ ด้านข้างเหรียญมี ๒ พิมพ์ คือ

๑.บล็อก ข้างกระบอก ด้านข้างของเหรียญมีลักษณะเรียบเนียนไม่มีริ้วรอย

๒.บล็อก ขอบสตางค์ ด้านข้างของเหรียญมีลักษณะเป็นรอยเลื่อยถี่ๆ มีลักษณะขอบเหมือนเหรียญบาทที่เราใช้อยู่ จึงเรียกว่า ขอบสตางค์ ทั้งนี้ ขอบสตางค์จะมีราคาแพงกว่าข้างกระบอกเล็กน้อย เนื่องจากหายากกว่า

ในส่วนของพุทธคุณของเหรียญหลวงพ่อคงนั้น มีความเชื่อสืบต่อกันมาว่า มีพุทธคุณด้านคงกระพัน โดยเฉพาะเหรียญรุ่นปาดตาล แม้ว่าจะสร้างหลังจากมรณภาพแล้วก็ยังมีความคงกระพันอยู่ ซึ่งมีเรื่องเล่าว่า มีคนถูกแทงด้วยมีดปาดตาล ซึ่งถือว่าเป็นมีดที่คมมากแต่ไม่เข้า จากนั้นก็ร่ำลือกันต่อๆ มา ในที่สุดก็เรียกเหรียญรุ่นดังกล่าวว่า เหรียญรุ่นปาดตาล

อย่างไรก็ตาม การเรียกชื่อพระเครื่องและเหรียญตามประสบการณ์ใช้นั้น ยังปรากฏในเหรียญรุ่นอื่นๆ อีก เช่น พระหลวงพ่อพรหม วัดช่องแค ได้สร้างพระขึ้นรุ่นหนึ่ง ซึ่งเป็นพระผงรูปเหมือนของท่านทรงสี่เหลี่ยมนั่งอยู่บนโต๊ะ จากนั้นมีผู้นำไปใช้แล้วถูกฟ้าผ่าไม่เป็นไร จึงเรียกพระรุ่นดังกล่าวว่า พระสมเด็จฟ้าผ่า พระปิดตาหลวงปู่โต๊ะ รุ่นปลดหนี้ เนื่องจากผู้นำไปใช้แล้วมีประสบการณ์จากผู้ที่เป็นหนี้ก็หมดหนี้ จึงเรียกว่า พระปิดตาหลวงปู่โต๊ะ รุ่นปลดหนี้

หลวงพ่อคง มรณภาพวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๖ สิริอายุ ๗๘ ปี พรรษาที่ ๕๘

เมื่อครั้งอาจารย์เภา ศกุนตะสุต ปรมาจารย์เหรียญผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ยังมีชีวิตอยู่ มีผู้เรียนถามท่านว่า “…หลวงปู่ศุขวัดมะขามเฒ่า หลวงปู่เฒ่าวัดหนัง หลวงพ่อกลั่นวัดพระญาติ อาจารย์เภาจะเลือกพระเถระองค์ใดว่าท่านเด่นดังมากที่สุด…” อาจารย์เภาตอบว่า “…ฉันขอเลือกหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม เพราะว่าท่านเป็นหลวงพ่อของฉัน ถึงจะยิงกันฉันก็ไม่กลัว…”

จากหลักฐานนี้แสดงให้เห็นว่า อาจารย์เภา ศกุนตะสุต ท่านมีความเชื่อมั่น และเคารพหลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม อยู่เหนือพระเถระองค์อื่นๆ ทั้งหมด นี้เป็นประสบการณ์จากการสนทนากับปรมาจารย์เหรียญ ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าทรงคุณวุฒิทางด้านนี้อย่างแท้จริง

เมษายน 11, 2016

หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ

Published Post author

88988987789

“หลวงพ่อแดง” แห่งวัดเขาบันไดอิฐ ท่านเป็นพระเกจิที่มีญาณสมาธิแก่กล้า มีจิตตานุภาพสูงพอที่จะเพ่งเครื่องรางให้ขลังได้ ผ้ายันต์และเหรียญลงยันต์ของหลวงพ่อแดงจึงมีผู้นิยมเ สาะหาไปบูชากันมาก แม้ท่านจะมรณภาพไปตั้งแต่ 16 มกราคม พ.ศ. 2517 แต่ความนิยมเลื่อมใสศรัทธา ความเชื่อมั่นในกฤตยาคม อภินิหาร และอาคมขลังในวัตถุมงคลของท่านก็ยังไม่เสื่อมคลาย หลวงพ่อรูปนี้ท่านมีอะไรดี ทำไมใครๆ ทั่วสารทิศจึงพากันมาวัดเขาบันไดอิฐกันไม่ขาดสาย…

“หลวงพ่อแดง” หรือ “พระครูญาณวิลาศ” เกิดที่ ต.บางจาก อ.เมือง จ.เพชรบุรี บิดาชื่อนายแป้น มารดาชื่อนางนุ่ม นามสกุล อ้นแสง เกิดเมื่อวันพุธ ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 11 พ.ศ. 2422 ในวัยเด็กท่านก็ช่วยพ่อแม่ทำไร่ ทำนา ไม่มีโอกาสร่ำเรียนหนังสืออย่างเด็กสมัยนี้จนกระทั่ง อายุ 20 ปี พ่อแม่ก็หวังจะให้บวชเรียน จึงพาไปฝากกับท่านอาจารย์เปลี่ยน วัดเขาบันไดอิฐ เพื่อจะได้เล่าเรียนและบวชเป็นพระภิกษุต่อไป

พระภิกษุแดงเมื่อได้บวชก็ประพฤติเคร่งครัดต่อพระวินั ยและปฏิบัติต่อพระอาจารย์เปลี่ยนเป็นอย่างดี อาจารย์เปลี่ยนจึงรักใคร่มากกว่าศิษย์คนอื่นๆ และยังไดสอนวิชาการวิปัสสนา และวิธีนั่งปลงกัมมัฏฐานให้ รวมถึงถ่ายทอดวิชากฤตยาคมให้อย่างไม่ปิดบังหวงแหน เหตุนี้จึงทำให้พระภิกษุแดงเพลิดเพลินในการศึกษาวิชา ความรู้ จนลืมสึก ยิ่งนานวันก็ยิ่งสำนึก ในรสพระธรรม ก็เลยไม่คิดสึกเลย จึงกลายเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่มีอาวุโสสูงสุด

จนกระทั่งพระอาจารย์เปลี่ยนมรณภาพลง พระภิกษุแดงรับหน้าที่เป็นสมภารวัดเขาบันไดอิฐแทน กลายเป็น “หลวงพ่อแดง” ตั้งแต่ พ.ศ. 2461 เป็นต้นมา และแม้ท่านจะได้เป็นสมภารซึ่งต้องมีภารกิจมาก แต่ท่านก็ยังปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิในถ้ำเพื่อแสวงหาวิมุตติภาวนาทุกวัน ญาณสมาธิจึงแก่กล้า จิตนิ่ง บริสุทธิ์ จนว่ากันว่าท่านมีหูทิพย์ ตาทิพย์

หลวงพ่อแดงไม่เคยอวดอ้างในญาณสมาธิของท่าน แต่ผลของความศักดิ์สิทธิ์ในเลขยันต์เป่ามนต์ของท่านก ็ได้สำแดงออกมาให้ประจักษ์ว่าคุ้มครองป้องกันภัยได้แ น่ๆ โดยมีเรื่องเล่ากันมาว่า

ในระหว่าง พ.ศ. 2477 ถึง พ.ศ. 2480 เวลานั้นเกิดโรคระบาดสัตว์ วัวควายเป็น โรครินเดรอ์เปรส ซึ่งเป็นโรคปากเท้าเปื่อยที่ติดต่อร้ายแรง พากันล้มตายเป็นเบือ สัตว์แพทย์ก็ไม่มี ต้องขอให้ทางการมาช่วยฉีดยา ราษฎรจึงพากันไปหาหลวงพ่อให้ช่วยปัดเป่าป้องกันโรคระ บาดสัตว์ให้ด้วย

หลวงพ่อแดง จึงปลุกเสกลงเลขยันต์ในผืนผ้ารูปสี่เหลี่ยมเล็กๆ แจกให้ชาวบ้านที่เลี้ยงวัวควายนำไปผูกปลายไม้ปักไว้ท ี่คอกสัตว์ของตน ปรากฏผลว่า คอกสัตว์ที่ปักผ้าประเจียดยันต์หลวงพ่อแดงไม่ตายเลย ทุกบ้านในตำบลใกล้เคียงวัดเขาบันไดอิฐ เมื่อรู้กิตติศัพท์จึงพากันมาขอยันต์หลวงพ่อแดงทุกวั นมิได้ขาด

กระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 คือมหาสงครามเอเชียบูรพา มีทหารญี่ปุ่นมาขึ้นที่ประจวบคีรีขันธ์ ก็เกิดการต่อสู้กับทหารอากาศของไทยที่นั่น ชาวเพชรบุรีก็ตระหนกตกใจ แล้วชักชวนกันหาหลวงพ่อแดง ท่านก็ลงผ้าประเจียดยันต์แจก ให้คุ้มครองป้องกันตัว

เมืองเพชรบุรี เมื่อ พ.ศ. 2487 เกิดภัยสงครามชนิดร้ายแรง มีระเบิดลงทุกวันทำลายสถานีรถไฟ สะพานข้ามแม่น้ำ บ้านเรือน โรงเรียนต้องสั่งปิด ข้าราชการไม่ได้ไปทำงาน ทุกหน่วยราชการปิดหมด และปรากฏเรื่องเป็นที่ฮือฮาว่า บ้านคนที่มีผ้ายันต์หรือห้อยเหรียญหลวงพ่อแดง กลับไม่ได้รับอันตรายใดๆ เลย หลวงพ่อแดงจึงดังใหญ่ จนสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 กิตติคุณของหลวงพ่อในทางกฤตยาคมจึงปรากฏความศักดิ์สิ ทธิ์แพร่หลายยิ่งขึ้น

ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อแดง ปรากฏอีกครั้ง เมื่อเกิดคอมมิวนิสต์ญวนเหนือบุกญวนใต้ ประเทศไทยต้องส่งกองพันเสือดำ ออกไปช่วยพันธมิตรรบในญวนใต้ ก็ปรากฏว่าทหารไทยที่ไปปฏิบัติหน้าที่รบในเวียดนาม คนที่มีเหรียญหลวงพ่อแดงห้อยคออยู่ ไม่ถูกอาวุธเป็นอันตรายแก่ชีวิตสักคน ทั้งๆ ที่เข้าประจัญบานอย่างหนัก เป็นที่สงสัยของเพื่อนทหารต่างชาติว่าทหารไทยมีของดี อะไร ได้รับคำตอบจากทหารไทยว่ามี “เหรียญหลวงพ่อแดง”

ท่านเป็นพระใจดีมีเมตตาสูง และอารมณ์ดีเสมอ ไม่ชอบดุด่า ว่าใคร โดยเฉพาะคำหยาบคายถึงพ่อแม่ ท่านห้ามขาด ท่านว่าทุกคนเขาก็มีพ่อมีแม่ การด่าถึงบุพการีทำให้ความดีงามเสื่อมถอย ถึงห้อยพระพระท่านก็ไม่คุ้มครอง

หลวงพ่อแดง มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่ออายุ 96 ปี พรรษาที่ 74 ก่อนตายท่านเคยพูดกับพระปลัดบุญส่ง ธมัมปาโล รองเจ้าอาวาสวัดขณะนั้นว่า

“เมื่อฉันหมดลมหายใจแล้วอย่าเผา ให้เก็บร่างฉันไว้ที่หอสวดมนต์ และให้เอาเหรียญที่ปลุกเสกรุ่น 1 ใส่ปากไว้พร้อมเงินพดด้วง 1 ก้อน ส่วนนี้ฉันเอาไปได้และให้เอาขมิ้นมาทาตัวฉันให้เหลืองเหมือนทองคำ”

พระบุญส่งจึงรับปาก และได้ทำตามที่หลวงพ่อประสงค์ทุกอย่างและหลังจากที่หลวงพ่อแดงมรณภาพแล้วก็ได้เกิดเหตุอัศจ รรย์ที่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า อภินิหารของหลวงพ่อแดงมีจริง กับผู้หลักผู้ใหญ่ของเมืองเพชรบุรีท่านหนึ่ง ซึ่งจู่ๆ ท่านก็มีนิมิตฝันเห็นบ่อน้ำโบราณที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ต้ นก้ามปูใหญ่ พอขุดก็พบบ่อน้ำนั้นจริงๆ บ่อน้ำแห่งนี้หลวงพ่อแดงเคยพูดไว้สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ว่าเป็น “บ่อน้ำวิเศษ” และขณะที่ขุดยังพบ “หัวพญานาคสีขาว” แบบปูนปั้นอยู่ที่ก้นบ่อด้วย 1 หัว เมื่อชาวบ้านรู้ข่าวก็พากันแห่มาเพื่อจะตักน้ำเอาไปใช้กันแต่ปรากฏว่าพบงูใหญ่ตัวหนึ่งนอนขดอยู่ใต้สังกะสีที่เอาไว้ปิดปากบ่อ ชาวบ้านที่เห็นบอกว่า ลักษณะงูที่เห็นนั้นมีหงอนที่หัวด้วย ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีชาวบ้านกล้าเข้าไปตักน้ำที่บ่อนี้ี้อีกเลย

ที่น่าแปลกอีกก็คือ นายตำรวจท่านหนึ่งซึ่งเคยมาช่วยงานในวัดก็ฝันเห็นหลว งพ่อแดง ท่านมาต่อว่า “ทำอะไรทำไมไม่บอก”

นายตำรวจก็ไปเล่าให้พระปลัดบุญส่งเจ้าอาวาสรูปปัจจุบ ันฟัง ท่านก็ไม่เชื่อแล้วยังสั่งให้ย้ายศาลเก่า 2 ศาล บริเวณเชิงเขาบันไดอิฐเพื่อปรับปรุงบริเวณ โดยไม่ยอมทำพิธีเซ่นไหว้เจ้าที่เจ้าทาง เพราะท่านเป็นคนไม่เชื่อไสยศาสตร์ ปรากฏว่าพอตกเย็นก็เกิดอาการผิดปกติ อยู่ๆ คอก็เริ่มบิดและตัวแข็งไปทั้งตัว ขยับไม่ได้ ชาวบ้านมาเยี่ยมเห็นว่าอาการหนักมากจึงช่วยกันพาส่งโ รงพยาบาลเปาโล แต่พอถึงโรงพยาบาล อาการที่เป็นกลับหายราวปลิดทิ้ง และเมื่อเอ็กซเรย์พร้อมตรวจอย่างละเอียดก็ไม่พบว่าเป ็นอะไรเลย และระหว่างที่นอนพักรักษาตัวอยู่ ท่านก็พูดออกมาคนเดียวโดยไม่รู้ตัวว่า

“ของดีมีอยู่ ผ่านไปผ่านมาไม่ใช้ต้นก้ามปูตรงนั้นเป็นบ่อน้ำ ให้ขุดลงไปแล้วจะเจอ มีของดีทำไมไม่รักษา”

ในภายหลังที่ออกจากโรงพยาบาลแล้วพระปลัดบุญส่งก็ได้ฝ ันอีกครั้ง ในความฝันท่านเห็นคนนุ่งผ้าถกเขมรมาหา มาบอกว่าเขาเป็นคนมัดหลวงพ่อเอง พูดแล้วเขาก็เอามือรีดที่ตัวหลวงพ่อเหมือนรีดเอาไขมั นออก ทั้งขาและแขน จนหลวงพ่อพระปลัดบุญส่งสะดุ้งตื่นและพอตื่นขึ้นมาก็ย ังเห็นผู้ชายคนนั้นอยู่ในห้องพอถามชื่อ เขาก็ถอยออกไปแล้วตอบกลับมาว่า “เขาเป็นเปรต” จากนั้นก็หายวับกลายเป็นแสงไฟ พร้อมเสียง “วี๊ด” ดังมาก ซึ่งพระในวัดก็ได้ยินกันทั่ว

เรื่องนี้ได้ทำให้ “พระปลัดบุญส่ง” เจ้าอาวาสวัดเขาบันไดอิฐรูปปัจจุบัน ยังยอมรับว่าไสยศาสตร์และอภินิหารของหลวงพ่อแดงนั้นมีจริงเพราะเจอแล้วด้วยตัวท่านเอง

เมษายน 11, 2016

หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม วัดสะพานสูง

Published Post author

78955544

หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม ( อ่านว่า ปะถะมะนามะ หรือ ปถมนาม ) เกิดในรัชกาลที่ ๒ เมื่อปีฉลู พ.ศ. 2359 เป็นบุตรนายนาค นางจันทร์ โดยมีพี่น้องท้องเดียวกัน รวมด้วยกัน 4 คน คือ

1. หลวงปู่เอี่ยม
2. นายฟัก
3. นายขำ
4. นางอิ่ม

บ้านเกิดของหลวงปู่เอี่ยมอยู่ที่ตำบลบานแหลมใหญ่ ฝั่งใต้ ข้างวัดท้องคุ้ง อำเภอ ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๑ อายุท่านได้ ๒๒ ปี ได้อุปสมบท ที่วัดบ่อ ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด (วัดบ่อนี้อยู่คิดกับตลาดในท่าน้ำปากเกร็ด) ท่านอุปสมบท ได้ประมาณหนึ่งเดือน ท่านก็ได้ย้ายไปประจำพรรษาอยู่ที่วัดกัลยาณมิตร ธนบุรีซึ่งในขณะนั้นพระพิมลธรรมพร เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งย้ายมาจากวัดราชบูรณะ พระนคร หลวงปู่เอี่ยมท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรม และแปลพระธรรมบทอยู่ที่วัดนี้อยู่ได้ถึง ๗ พรรษาท่านจึงได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดประยูรวงศาวาส

เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๘๘ อยู่วัดประยูรวงศาวาสได้ ๓ พรรษา ถึงปี พ.ศ. ๒๓๘๙๑ นายแขก สมุห์บัญชีได้นิมนต์หลวงปู่เอี่ยม ไปจำพรรษาเจริญพระกัมมัฏฐานเป็นเริ่มแรก และได้ศึกษาอยู่ ๕ พรรษา ถึงปี ๒๓๙๖ ญาติโยมพร้อมด้วยชาวบ้านภูมิลำเนาเดิมในคลองแหลมใหญ่ (ซึ่งปัจจุบันนี้ คือคลองพระอุดม) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ได้เดินทางมา อาราธนานิมนต์หลวงปู่เอี่ยม กลับไปปกครองวัดสว่างอารมณ์ หรือวัดสะพานสูง ในปัจจุบันนี้

สาเหตุที่เปลี่ยนชื่อวัดสว่างอารมณ์เดิมมาเป็นชื่อวัดสะพานสูงนั้น มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า ในสมัยนั้นสมเด็จกรมพระยาวชิญาณวโรรส ท่านได้เสร็จไปตรวจการคณะสงฆ์ได้เสด็จขึ้นที่วัดสว่างอารมณ์นี้ ได้ทอดพระเนตรเห็นสะพานสูงข้ามคลองวัด (คลองพระอุดมปัจจุบันนี้)

ซึ่งชาวบ้านมักจะเรียกวัดสว่างอารมณ์นี้ว่า วัดสะพานสูง จึงทำให้วัดนี้มีชื่อเรียกกัน ๒ ชื่อ ฉะนั้น สมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงเห็นว่า สะพานสูงนี้ก็เป็นนิมิตดีประจำวัดประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งชาวบ้านก็นิยมเรียกกันติดปากว่าวัดสะพานสูง จึงได้ประทานเปลี่ยนชื่อวัดสว่างอารมณ์ มาเป็น “วัดสะพานสูง” จนตราบเท่าทุกวันนี้

หลวงปู่เอี่ยม มาวัดสะพานสูงใหม่ๆ ที่วัดนี้มีพระประจำวันพรรษาอยู่เพียง ๒ รูปเท่านั้น

ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยม ได้ย้ายมาอยู่วัดสะพานสูงได้ ๘ เดือน ก่อนวันเข้าพรรษาหลวงพิบูลย์สมบัติ บ้านท่านอยู่ปากคลองบางลำภู พระนคร ได้เดินทางมานมัสการหลวงปู่เอี่ยม หลวงปู่เอี่ยมได้ปรารภถึงความลำบาก ด้วยเรื่องการทำอุโบสถและสังฆกรรม

เนื่องจากสถานที่เดิมได้ชำรุดทรุดโทรมมาก จึงอยากจะสร้างให้เป็นถาวรสถานแก่วัดให้เจริญรุ่งเรือง หลวงพิบูลยสมบัติ ท่านจึงได้บอกบุญเรี่ยไรหาเงินมา เพื่อก่อสร้างโบสถ์ และถาวรสถานขึ้น จึงเป็นที่เข้าใจกันว่าหลวงปู่เอี่ยม ได้เริ่มสร้างพระปิดตาและตะกรุดเป็นครั้งแรก

เพื่อเป็นของชำร่วยแก่ผู้บริจาคทรัพย์และสิ่งของที่ใช้ในการก่อสร้างพระอุโบสถและถาวรสถาน ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๔๓๑ ได้สร้างศาลาการเปรียญ หลังจากนั้นอีกหลวงปู่เอี่ยมได้สร้างพระเจดีย์ฐาน ๓ ชั้นขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๓๙ ขณะที่ท่านหลวงปู่เอี่ยม ท่านได้มาอยู่วัดสะพานสูง ท่านได้ไปธุดงค์ไปทางแถบประเทศเขมร

โดยมีลูกวัดติดตามไปด้วยเสมอ แต่ท่านจะให้ลูกวัดออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน ๖-๗ ชั่วโมง แล้วจะนัดกันไปพบที่แห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วท่านหลวงปู่เอี่ยม ได้ไปพบชีปะขาวชาวเขมรท่านหนึ่งชื่อว่าจันทร์หลวงปู่เอี่ยม จึงได้เรียนวิชาอิทธิเวทย์ จากท่านอาจารย์ผู้นี้อยู่หลายปี จนกระทั่งชาวบ้านแหลมใหญ่นึกว่าท่านออกธุดงค์ไปได้ถึงแก่มรณภาพไปแล้ว เนื่องจากหลวงปู่เอี่ยม ท่านไม่ได้กลับมาที่วัดหลายปี

จึงได้ทำสังฆทานแผ่ส่วนกุศลไปให้ท่าน ทำให้ท่านหลวงปู่เอี่ยม ทราบในญาณของท่านเอง และท่านหลวงปู่เอี่ยม จึงได้เดินทางกลับมายังวัดสะพานสูง การไปธุดงค์ครั้งนี้ หลวงปู่เอี่ยม ได้ไปเป็นเวลานาน และอยู่ในป่าจึงปรากฏว่าท่านหลวงปู่เอี่ยม ท่านไม่ได้ปลงผม ผมจึงยาวถึงบั้นเอว จีวรก็ขาดรุ่งริ่ง หมวดท่านยาวเฟิ้มพร้อมมีสัตว์ป่าติดตามท่านหลวงปู่เอี่ยม มาด้วย อาทิเช่น หมี, เสือ, และงูจงอาง ฯลฯ

จากการเจริญกรรมฐานนี้ จึงทำให้หลวงปู่เอี่ยมสำเร็จ “โสรฬ” มีเรื่องเล่ากันว่ามีต้นตะเคียนต้นหนึ่งมีน้ำมันตกและดุมากเป็นที่เกรงกลัวแก่ชาวบ้านแถบนั้น หลวงปู่จึงช่วยยืนเพ่งอยู่ 3 วันเท่านั้น ต้นตะเคียนก็เฉาและยืนต้นตาย หลวงปู่เป็นผู้มีอาคมฉมัง วาจาสิทธิ์ มักน้อยและสันโดษ ท่านเป็นต้นแบบในการพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองจนถึงปัจจุบันนี้ ท่านได้สร้างถาวรวัตถุที่ได้เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้คือพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาการเปรียญ พระเจดีย์ จึงเป็นที่มาของการสร้างพระปิดตา และตะกรุดโทนมหาโสฬสมงคลอันลือลั่นนั่นเอง

ท่านหลวงปู่เอี่ยม เป็นพระผู้มีอาคมขลัง มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ มักน้อย ถือสันโดษ ด้วยเหตุนี้เองทำให้หลวงปู่เอี่ยม ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ทั้งชาวบ้านและเจ้านายผู้ใหญ่ในพระนครนับถือท่านมากจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ก่อนที่หลวงปู่เอี่ยมจะมรณภาพด้วยโรคชรา นายหรุ่น แจ้งมา ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดคอยอยู่ปรนนิบัติท่านหลวงปู่เอี่ยมได้ขอร้องท่านว่า “ท่านอาจารย์มีอาการเต็มที่แล้ว ถ้าท่านมีอะไรก็กรุณาได้สั่ง และให้ศิษย์เป็นครั้งสุดท้าย” ซึ่งท่านหลวงปู่เอี่ยมก็ตอบว่า “ถ้ามีเหตุทุกข์เกิดขึ้นให้ระลึกถึงท่านและเอ่ยชื่อท่านก็แล้วกัน”หลวงปู่เอี่ยมท่านได้มรณภาพ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๙ รวมอายุได้ ๘๐ ปี บวชได้ ๕๙ พรรษา

ก่อนที่ท่านจะมรณภาพได้มีศิษย์ผู้ใกล้ชิดเป็นตัวแทนของชาวบ้าน และผู้เคารพนับถือศรัทธา ที่มีและไม่มีของมงคลท่านไว้บูชา กราบเรียนถามหากว่าเมื่อหลวงปู่เอี่ยม ได้มรณภาพแล้วจักทำประการใด ท่านจึงได้มีปัจฉิมวาจาว่า ” มีเหตุสุข ทุกข์ เกิดนั้น ให้ระลึกถึงชื่อของเรา”

จึงเป็นที่ทราบและรู้กันว่า หากผู้ใดต้องการมอบตัวเป็นศิษย์หรือต้องการให้ท่านช่วยแล้วด้วยความศรัทธายิ่ง ก็ให้เอ่ยระลึกถึงชื่อของท่าน ท่านจะมาโปรดและคุ้มครองและหากเป็นเรื่องหนักหนาก็บนตัวบวชให้ท่าน รูปหล่อเท่าองค์จริงของหลวงปู่เอี่ยม ท่านประดิษฐานอยู่หน้าพระอุโบสถ สร้าง(หล่อ) ขึ้นเมื่อพ.ศ. 2480 ในสมัยหลวงปู่กลิ่น ผู้ปกครองวัดต่อจากท่าน เพื่อการสักการะบูชา ต่อมาจนทุกๆวันจะมีผู้ศรัทธาจากทุกสารทิศมากราบไหว้และบนบานฯ ตลอดเวลาตราบแสงอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า ท่านชอบกระทงใส่ดอกไม้เจ็ดสี จะมีผู้นำมาถวายและแก้บนแทบทุกวันโดยเฉพาะในวันพระแม้แต่ผงขี้ธูปและน้ำในคลองหน้าวัดก็ยังมีความ”ขลัง” อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง

และหลังจากที่ท่านมรณภาพล่วงไปเนิ่นนานแล้วก็ตามที ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ผลปรากฏว่าฐานที่ท่าน เคยถ่ายทุกข์เอาไว้และปิดตาย คราวที่เกิดไฟไหม้ป่าช้า ฐานของหลวงปู่เอี่ยม เพียงหลังเดียวเท่านั้นที่ไม่ไหม้ไฟ

เมื่อความอัศจรรย์ปรากฏขึ้นเช่นนั้น ผู้คนจึงค่อยมาตัดเอาแผ่นสังกะสีไปม้วนเป็นตะกรุดจนหมดสิ้น นอกจากนั้นแล้ว ยังมารื้อเอาตัวไม้ไปบูชาจนไม่เหลือหรอ ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ไม่ได้อะไรเลยก็มาขุดเอาอุจจาระของท่านไปบูชา

เมษายน 11, 2016